Towards the summit of Doi Luang Chiang Dao By Nina Lerdhirunvanich

Towards the summit of Doi Luang Chiang Dao  : ถ้ำ-สันป่า-ยอดดอย

เราชอบภูเขามากกว่าทะเล ข้อสรุปนี้ได้มาจากการไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ Yosemite เมื่อสามปีที่แล้ว

จากแคลิฟอร์เนียสู่ลาดักห์ เราถูกดึงดูดด้วยความสูงของผาชันเสมอ
ดอยหลวงเชียงดาวเป็นดอยที่สูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย ภาพแรกที่เราเห็นเชียงดาวคือภูเขาที่แยกตัวออกมาอย่างโดดเด่นจากทิวเขาอื่นๆ เราไม่ค่อยเห็นภูเขาลักษณะนี้เท่าไรในไทย พอมีโอกาส ถึงจะโดนขู่ว่าลำบาก ไม่ได้อาบน้ำ แต่เราก็ดื้อดึงจะไปดอยหลวงเชียงดาวให้ได้ ขอบคุณพี่สาวผู้แข็งแกร่งทั้ง 4 คนที่ยอมไปกับเรา การเดินทางเริ่มต้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ ถ้ำเชียงดาว สันป่าเกี๊ยะ และจบที่ดอยหลวง

01

ที่แรกที่ไปคือถ้ำเชียงดาว จากที่เคยเห็นถ้ำมาหลายที่ในเมืองไทย ส่วนใหญ่ต้องมีประวัติเกี่ยวกับพระ เป็นที่อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จึงไม่แปลกใจที่ถ้ำนี้จะมีเหมือนกัน สเปสของถ้ำมันเอื้อต่อการสร้างความศรัทธาหรือบรรยากาศลึกลับพิศวงเหมือนกับในโบสถ์

02

ยิ่งเดินลึกขึ้นก็ยิ่งเห็นโครงสร้างของถ้ำสลัวๆใต้เงาตะเกียงน้ำมัน บางจุดก็กว้างหรือสูงเกินแสงส่องถึง อากาศน้อยและร้อน แต่เสน่ห์ของมันคือการเดินเงียบๆแล้วคอยฟังเสียงในถ้ำนี่แหละ มันแทบจะไม่มีเสียงอะไรเลยนอกจากน้ำหยดจากหินย้อย ความเงียบในถ้ำน่ากลัวนิดหน่อย พอพ้นแสงตะเกียงไปก็มืดชนิดที่ว่าเดินแทบไม่ได้ แต่เราว่ามันได้บรรยากาศดี

03

04

เรานั่งท้ายกระบะขึ้นไปที่สันป่าเกี๊ยะ อากาศสดชื่นมาก รู้สึกได้เลยว่ามันเย็นจนชุ่มปอด เข้าใจละว่ามีต้นไม้คือเครื่องฟอกอากาศธรรมชาติจริงๆ ถึงจะมีแดดแต่ก็ไม่ร้อน พอเข้าร่มไม้ก็หนาวเกินไปด้วยบางที สถานีสันป่าเกี๊ยะเป็นจุดชมวิวเชียงดาวที่เห็นชัดที่สุด และสวยที่สุดสำหรับเรา ไม่ลังเลเลยตอนเลือกมาที่นี่แทนที่จะไปจุดอื่น

05

06

07

08

ตอนแรกคิดว่าคงถ่ายดาวไม่สวย เพราะไปช่วงพระจันทร์เต็มดวง แต่กว่าพระจันทร์ขึ้นก็สองทุ่มกว่า และได้เห็นพระจันทร์ขึ้นจากขอบฟ้าเป็นครั้งแรก พระจันทร์ที่ขึ้นมาเป็นสีแดงจัดแล้วค่อยๆนวลลงจนกลายเป็นสีขาว ดาวค่อยๆหายไป ท้องฟ้าสว่างเหมือนพระอาทิตย์ขึ้น ต้นพญาเสือโคร่งออกดอกแล้ว คนชอบเรียกว่าซากุระเมืองไทย อาจเพราะเห็นภาพง่าย แต่เราว่าไม่เห็นเหมือนกันเลย

09

10

11

ช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าดอยหลวงสวยสุดๆคือตอนกลางคืนและตอนเช้ามืด เพราะงั้นนอนดึก ทนหนาวรอจนไฟบนสถานีปิดหมด มีพระจันทร์ก็ดีอย่างตรงที่เราเห็นเงาของดอยหลวงเป็นฉากหน้าชัดเจน แล้วก็ตื่นเช้ามาดูหมอกและแสงพระอาทิตย์ตอนกำลังจะขึ้น ชอบที่คนที่มาที่นี่ไม่ส่งเสียงดังเท่าไหร่ ต่างคนต่างหามุมถ่ายรูปกันเงียบๆ เหมือนทุกคนอยากเก็บความสงบนี้ไว้จนแสงอาทิตย์สว่างจ้าและหมอกค่อยๆหายไป พอสายเราก็เดินทางต่อ

14

13

รถกระบะมาส่งเราที่เด่นหญ้าขัด เป็นจุดที่เราจะเริ่มต้นเดิน “เหนื่อยมาก” ใช้เวลาทั้งหมด 4 ชั่วโมงครึ่งแบบที่พักไม่นาน ระหว่างทางด่าตัวเองไปในใจว่ามาทรมานทำไมสลับกับชมธรรมชาติของเชียงดาวปลอบใจ ดอยเชียงดาวเป็นสถานที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก จากการได้เดินทำให้เราเห็นภูมิประเทศของป่าแตกต่างกันไปจากป่าโปร่ง เป็นป่าดิบชื้น จนใกล้ถึงยอดเป็นไม้พุ่มสลับกับโขดหินที่ไม่มีอะไรสูงพอให้หลบแดด

16

17

18

19

21

20

เส้นทางเดินนี้คือเส้นทางศึกษาธรรมชาติและเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ค่อนข้างเข้มงวดในการจำกัดจำนวนคนขึ้นและเรื่องขยะที่ต้องจ่ายค่ามัดจำ แต่พอขึ้นไปถึงลานกางเต้นท์ กลับเจอสิ่งที่น่าผิดหวังที่สุด คือเรื่องนิสัยไทยๆ วุ่นวาย คนไม่รับผิดชอบกับขยะที่ตัวเองก่อ ห้องน้ำแย่มากถึงมากที่สุด ทิชชู่เต็มไปหมด พุ่มไม้เตี้ยสวยๆก็ถูกพาดด้วยทิชชู่เปียกที่ย่อยสลายไม่ได้ รู้สึกแย่มาก ที่เราพอทำได้เพื่อให้มันไม่แย่ไปกว่าเดิมคือเก็บขยะของตัวเองทุกชิ้นใส่ถุงและเอาลงมาทิ้งข้างล่าง เราพักเหนื่อย(และหงุดหงิด)ได้สักพัก พี่ลูกหาบก็มาเรียกให้ขึ้นไปจุดดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดที่สูงที่สุดของดอย

22

23

เราต้องไต่หินที่ชันและแหลมคมขึ้นไป ทางเดินบางจุดแคบแค่ 2 เท้า มองลงไปข้างหลังก็เสียววาบ ภูมิทัศน์เปลี่ยนอีกครั้งเหมือนกับสุสานหิน ข้างบนจุดชมวิวลมแรง หนาว แดดแยงตา คนเยอะ พอพระอาทิตย์เริ่มตกเห็นยอดเขาดอยหลวงและยอดเขาอื่นๆเป็นฉากหลังสลับกันชัดขึ้น เราเชื่อว่าถึงวิวมันจะpublic แต่การชมวิวควรชมด้วยความเป็นส่วนตัว พยามตัดสิ่งแวดล้อมออกสักพัก แล้วซึมซับกับภาพตรงหน้า ตัดเสียงคนคุยแล้วฟังเสียงลม มันได้มากกว่ามาเพื่อถ่ายรูปเฉยๆ วิวบนจุดสูงสุดของดอยหลวงสวยมากคุ้มกับการขึ้นมา

24

25

26

ที่เราตั้งตารอคือตอนกลางคืน จากดาวที่ว่าเยอะแล้วที่สันป่า ที่นี่คือบอกได้เลยว่าไม่เคยเห็นดาวเยอะขนาดนี้มาก่อนในชีวิต รูปถ่ายออกมาเก็บได้แค่แสงดาว แต่ที่เราสัมผัสจริงคือความลึก ความกว้างของอวกาศ และจ้องมองดวงดาวเป็นล้านล้านดวงจนเมื่อยคอ วันนี้เราได้อยู่ใกล้เพียงดาวบนท้องฟ้าสมชื่อดอย เรายืนเก็บภาพดาวจนแบตกล้องใกล้หมด อ้อยอิ่งจนพระจันทร์ขึ้นสูงเหนือหัว นอนหลับๆตื่นๆเพราะน้ำค้างที่แรงจนเปียกเข้ามาในเต้นท์ และแสงจันทร์ที่สว่างอย่างกับเปิดไฟ

28

29

30

เช้ามืดเราไม่ได้ตื่นไปที่ยอดกิ่วลมเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นเพราะเพลียมาก เลยเตรียมลงเขาแต่เช้า

เราเลือกลงทางปางวัว ที่เร็วกว่า แต่ชันและลื่นกว่าขาขึ้นมาก มาถึงจุดพีค คือผาโคลน(นี่ตั้งเอง) นึกถึงผาที่ชัน 45 องศา พื้นดินเป็นดินโคลน และสิ่งที่พึ่งพาได้อย่างเดียวคือไม้ไผ่ค้ำเวลาเดิน เราก้าวอย่างกล้าๆกลัวๆ ไปได้ช้าแถมล้มอีกต่างหาก “อย่ากลัวๆ เดินเร็วๆ มั่นใจ!” พี่ลูกหาบตะโกนบอกมาจากข้างหลัง สิ่งสำคัญคือเราต้องมีสติมากๆ ขาก็สั่นโคลนก็ลื่น เล่นเอาหมดสภาพตอนลงมาถึงตีนเขา

ถึงจะทรมานตัวเอง แต่ที่เราได้เจอมันไม่ใช่วิวเดิมๆ เราได้เดินอยู่ในดงกล้วยป่าสูงเกือบ 5 เมตร ที่แค่ปลีกล้วยก็ท่วมหัวคนแล้ว หรือต้นไผ่ที่สูงยาวจนกลัวจะหักลงมาทับ นึกว่าเดินอยู่ในป่าดึกดำบรรพ์ยังไงอย่างงั้น

31

31

ระหว่างทางคอยถามตัวเองอีกรอบว่าแบบนี้เอาอีกไหมก็ยังไม่ได้คำตอบ จนกลับมากรุงเทพฯ เราเห็นรุ่นน้องรีวิวดอยผ้าห่มปกที่สูงเป็นอันดับ 2 ในไทยและเรากดอ่านอย่างไม่ลังเล เราถึงได้คำตอบ

Share
Random stories
1 Aug '17
PINK MEETS AMBER AT JAIPUR by timefliestoofast

แค่พูดว่า “ไปเที่ยว India กัน” เพื่อนก็ส่ายหัวเป็นงูแล้ว แต่มันมีเหตุผลอีกนานัปการที่ทำให้เราตัดสินใจออกเดินทางไปยังดินแดนอันน่ามหัศจรรย์แห่งนี้ มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีที่ใดจะเปรียบทียบได้ วัฒนธรรมที่เข้มข้น สถาปัตยกรรมที่น่าทึ่ง ยังไงแล้วก็ต้องไปเห็นให้ได้ด้วยตา มันจะไม่เป็นเพียงแค่คำว่า “เขาเล่าว่า…” India ในที่นี้ของเราไม่ใช่แค่ New Delhi อันนั้นธรรมดาไปแล้ว เราเลยเลือก Jaipur เป็นจุดหมายของเรา ซึ่ง Jaipur เป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ Rajasthan และได้ชื่อว่าเป็นเมืองสีชมพูเนื่องมาจากตัวตึกรามบ้านช่อง ของเมืองที่เป็นสีชมพูอมส้ม ถ่ายรูปสวยมาก ยิ่งตอนแสงอาทิตย์ใกล้จะแตะขอบฟ้า แสงสีส้มอาบเข้าไปที่ตัวตึกยิ่งทำให้ดูสวยและมีเสน่ห์ชวนหลงไหลอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งการท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในเมือง เราขอแนะนำให้ใช้บริการเช่ารถของบริษัททัวร์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นบริการเช่ารถพร้อมคนขับ (หากมี plan จะเดินทางต่อหลายเมืองก็สามารถเช่ารถข้ามเมืองได้เลย) ลองหาดูในอินเทอร์เน็ตมีหลายเจ้า (หรือใครอยากให้แนะนำก็ถามมาได้นะ) เลือกชนิดรถที่นั่งสบายกันนิดนึง เพราะอากาศร้อนมาก ถ้านั่งเนื้อเบียดกันไปตลอดทางคงไม่ดีแน่ คิดดูแล้วกันว่าที่บ้านเราช่วงสงกรานต์ร้อนแค่ไหน ที่นั่นเหมือนคูณเข้าไปอีก หาเมฆสักก้อนยังยากเลย ซึ่งการเดินทางมาเดี๋ยวนี้ง่ายแล้ว สายการบินบ้านเราก็มีบินตรงเลย ไม่ต้องไปแวะ New Delhi เพื่อเปลี่ยนเครื่องให้เสียเวลา ลงเครื่องบินปุ๊บ ตาลุงคนขับก็มารับพร้อมพาไปส่งที่โรงแรมเลย ระหว่างทางเราขับผ่านถนนใจกลางเมือง Jaipur หรือเมืองสีชมพู ซึ่งเป็นเวลาเกือบๆบ่าย […]

10 Oct '14
Tiny plant life

เวลาไปเดินตลาดต้นไม้ ฉันมักจะตกหลุมรัก พันธุ์ไม้อวบน้ำที่มีหลากหลายสายพันธุ์สีสันและรูปทรง รวมไปถึงผิวสัมผัสที่แตกต่างกัน บางพันธ์ุ ลักษณะเป็นผิวมัน เพื่อป้องกันการคายน้ำออกจากลำต้นอย่าง succulent บางพันธุ์มีหนามแหลมคมเพื่อป้องกันสัตว์มากัดกินแบบแคคตัสหรือกระบองเพชร ที่สำคัญไม้เหล่านี้ดูแลง่ายมาก เหมาะกับสาวยุคใหม่ที่ไม่ค่อยมีเวลา ไม่ต้องประคบประหงมมาก คือเลี้ยงแบบ ” เลี้ยงบ้างไม่เลี้ยงบ้าง ” แถมไม่ต้องรดน้ำเช้าเย็นอีกด้วย ( แค่อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ) ฉันเลยชอบซื้อไม้เหล่านี้มาปลูกในกระถางใบเล็กไว้ดูเพลินๆ วางตกแต่งไว้ที่มุมต่างๆก็ทำให้บ้านสดชื่นและดูมีสีสันขึ้นด้วย  แต่กระถางที่ซื้อมาจากร้านค้า หน้าตามักไม่ค่อยจะแตกต่างกันเท่าไร ดูนานๆก็เริ่มเบื่อ ฉันเลยเริ่มหาไอเดียที่จะนำของเหลือใช้หรือของสะสมจากในห้องครัวมาทำเป็นภาชนะปลูกแทน ซึ่งเป็นได้ทั้งกล่องชาสวยๆ กล่องปลากระป๋องพิมพ์ลายเก๋ๆ หรือกระป๋องเปล่าเอามาตกแต่งริบบิ้น รวมไปถึงแก้วชาวินเทจ หม้อทองเหลืองใบเล็กจากตลาดของเก่า เพราะแค่ภาชนะสวยก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ  เมื่อฉันเลือกภาชนะชิ้นใหม่ได้แล้ว ก็ถึงเวลาย้ายบ้านให้แคคตัส วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมจะมีดินทราย ซึ่งสามารถซื้อจากร้านขายแคคตัสและ succulent ได้เลย คนขายเขาผสมแบ่งขายเป็นถุงไว้แล้วค่ะ นอกจากนั้นก็จะมีขุยมะพร้าว , หินก้อนใหญ่ และกรวดสำหรับโรยหน้า  โดยเริ่มจากใส่หินก้อนใหญ่ลงไปในภาชนะใบใหม่ก่อน ตามด้วยกาบมะพร้าว แล้วตามด้วยดิน หลังจากนั้นเอาแคคตัสออกจากกระถางเดิม ค่อยๆเคาะที่ก้นกระถาง เอาดินที่อยู่รอบๆออก ทำอย่างเบามือนะคะ ระวังอย่าให้รากช้ำ อาจเอากระดาษห่อที่ต้นไว้ก่อนก็ได้ค่ะ เพื่อป้องกันความคมจากหนาม […]