The yard hostel – Creating the comfy space

The yard hostel – Creating the comfy space

” เราตั้งเป้าว่าภายใน 6 ปี เราจะมีเพื่อนให้ได้ 50,000 คน ” ส้มเล็ก-อติพร สังข์เจริญ บอกกับเราในบ่ายวันหนึ่งที่อากาศไม่ร้อนมาก ขณะที่นั่งคุยกันบนม้านั่งในสนามหญ้าของ The yard โฮสเทลแรกในชีวิตของเธอกับส้มใหญ่ – อมรรัตน์ อมรศิริชัยรัตน์ ด้วยความฝันที่อยากจะนั่งรถไฟจากเมืองไทยไปอังกฤษ แล้วหยุดแวะพักทักทายเพื่อนตามประเทศต่างๆระหว่างทางที่ได้ผ่าน จึงต้องสะสมเพื่อนไว้ตั้งแต่ตอนนี้ โฮสเทลกลางย่านอารีย์แห่งนี้จึงเป็นคำตอบของทั้งคู่

ในภาษาอังกฤษ yard หมายถึงลานหรือสนาม แต่ทั้งสองส้มต้องการเล่นคำและสื่อให้คำนี้มีสองความหมายคือ yard แบบภาษาอังกฤษและ ‘ ญาติ ‘ ในภาษาไทย เพราะต้องการให้แขกที่มาพักรู้สึกราวกับมาพักบ้านญาติ ตามคอนเซ็ปต์ที่ส้มวางไว้ เพื่อสร้างความอบอุ่นและเป็นกันเองให้มากที่สุด และนี่คือธุรกิจโฮสเทลแรกของทั้งคู่ที่ทั้งสองคนทำด้วยใจจริงๆ ส้มเล็กเล่าว่า ก่อนหน้านี้พวกเขาเปิดร้านขายเสื้อผ้าที่ออกแบบเองมากว่า 7 ปี พร้อมๆกับเป็นโฮสให้กับชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยแต่อยากใช้ชีวิตแบบโลคอล ทั้งพาไปเที่ยวรอบกรุงเทพ และทำอาหารปาร์ตี้กันที่บ้าน จนวันหนึ่งแขกต่างประเทศที่มากินข้าวที่บ้านเอ่ยปากขอนอนพัก เพราะรู้สึกว่าเป็นกันเองกับส้มมาก รู้สึกดีจนไม่อยากไปพักโรงแรม ส้มเลยเกิดไอเดียขึ้นมาว่า น่าจะดีทีเดียว ถ้าจะทำโฮสเทลให้คนมาพักและได้รับการดูแลอย่างเพื่อนหรือญาติสนิท มิตรสหาย ทั้งคู่เลยเริ่มตระเวนหาโลเคชั่น วางแปลน สร้างคอนเซ็ปต์ไปจนถึงหาไอเดียตกแต่ง

ด้วยพื้นที่ที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส้มเลยเลือกวางแปลนโครงสร้างของห้องพักให้เป็นตัว L ที่ทำจากตู้คอนเทนเนอร์แล้วทาสีขาวด้านนอกทั้งหมด เปิดพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นสนามหญ้า มีชุดโต๊ะเก้าอี้หน้าตาไม่ซ้ำกันจัดวางอยู่ ซึ่งจุดนี้เป็นเสมือนลานกิจกรรมที่ทั้งคู่สร้างสรรค์อยู่ไม่ให้ขาด เริ่มต้นจากการทำ body paint, เรียนมวยไทย, เรียนนวดไทย , pot luck คือล้อมวงกินอาหารที่ต่างคนต่างเอามา, มี art exhibition จากหลากหลายศิลปิน

ที่นี่มีห้องทั้งหมด 10 ห้อง ในตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมด 8 ตู้ มีห้อง private 2 ห้อง นอกนั้นเป็น dormitory ราคาเริ่มตันอยู่ที่ 550 บาทต่อคน เดินเข้ามาจะสะดุดตาในส่วนสวนกับต้นไม้และผักสวนครัวที่ทั้งคู่ปลูกไว้ มีบาร์น้ำ เสิร์ฟอาหารทานเล่นและเครื่องดื่ม ลึกเข้าไปเป็นเคาน์เตอร์ต้อนรับ ส่วนด้านบนเป็นห้องนั่งเล่นส่วมรวม แล้วออกแบบทางเดินระหว่างตู้คอนเทนเนอร์เป็นพื้นไม้เพื่อลดทอนความรู้สึกแข็งของเหล็ก นอกจากนี้ทั้งคู่ยังใช้ของตกแต่งเพื่อสร้างรายละเอียดและความรู้สึกอบอุ่นให้เหมือนบัานอีกด้วย

DSCF8587

DSCF8635

DSCF8636

DSCF8643

ตลอดสองชั่วโมงที่นั่งคุยกัน ฉันสัมผัสได้ว่าทั้งคู่ไม่ได้วางตัวเองไว้ในบทบาทเจ้าของธุรกิจ แต่เป็นเพื่อน เป็นเจ้าของบ้านที่ช่วยเหลือและเทคแคร์ลูกบ้านเป็นอย่างดี ทั้งคู่พาแขกตระเวนเที่ยวละแวกซอยอารีย์ ชวนกินข้าวเย็นที่ทั้งคู่ทำกินกันเอง วันไหนแขกอยากเรียนทำอาหารก็ลงมือสอนเองด้วย และมันคือเสน่ห์ของที่นี่ที่ทำให้คนที่มาแล้ว อยากกลับมาพักอีก ส้มบอกกับเราว่าถึงแม้ไม่ใช่แขกที่พักที่นี่ ทั้งคู่ก็ยินดีต้อนรับ จะเข้ามาทานน้ำหรือสแนค เข้ามาทักทายหรือพูดคุยกัน มาร่วม event ที่มีอยู่บ่อยๆก็ยังได้ และอีกไม่นานจะมีโซน workshop ด้านหน้าให้ได้สนุกกันอีกด้วย

สุดสัปดาห์นี้ ถ้าไม่อยากไปเที่ยวไหนไกล ลุกขึ้นมาทำตัวเป็นนักท่องเที่ยว นอนโฮสเทล ตะลุยแหล่งย่านอารีย์ ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าลองไม่น้อยเลยล่ะ

DSCF8602

DSCF8596

DSCF8599

DSCF8605

DSCF8607

DSCF8589

DSCF8592

DSCF8609

DSCF8615

DSCF8619

DSCF8623

DSCF8625

DSCF8646

DSCF8626

DSCF8634

The yard hostel
www.theyardhostel.com
www.facebook.com/theyardbangkok

Tel : 089-677-4050The yard hostel
Email : info@pureluckbangkok.com
ภาพ Dupang
เรื่อง Nuanlilou

Share
Random stories
29 Aug '16
Death Valley ,USA by Fern Chonchaya

เรามีโอกาสได้ไปแวะเที่ยวฝั่ง West Coast ของอเมริกา ทริปนี้สมาชิกมีเพียงเราและเพื่อนอีก2คน การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางที่แทบจะไม่ได้ปรึกษาใครเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเส้นทางการขับรถ, ที่พักหรือ spot ต่างๆที่ควรแวะ จุดหมายแรกเริ่มต้นที่ซานฟรานซิสโก เราเช่ารถจากที่นั่นและขับแวะตามเมืองต่างแบบวนตามเข็มนาฬิกาจนไปจบที่แอลเอ เรามีเวลาทั้งหมด12วัน ซึ่ง ณ ตอนนั้นคือมีสถานที่ที่อยากไปเยอะมากกว่าเวลาที่มี จนต้องมาคุยกันว่าเราจะตัดใจตัดที่ไหนออกไป เพื่อทำให้ตารางการเดินทางไม่แน่นและทำเราเหนื่อยกันจนเกินไป พวกเราเริ่มหาข้อมูลของแต่ละสถานที่ในลิสต์ที่วางไว้คร่าวๆ ต้องยอมรับเลยว่าตัวเลือกแรกที่เรากับเพื่อนเลือกตัดคือ ‘Death Valley’ โดยคิดว่าน่าจะเสียดายน้อยที่สุดถ้าพลาดไม่ได้ไป เพราะจากรูปภาพที่เจอใน Google ที่นี่ดูเป็นสถานที่ที่ไม่น่าจะมีอะไรน่าสนใจมากมายนัก ดูเป็นแค่เพียงที่ว่างเปล่ากว้างๆโล่งๆ ร้อนและแห้งแล้งมากจนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือพืช แต่สุดท้ายแล้วเราตัดใจไม่ลง ยอมที่จะนอนน้อยและรวบตึงแพลนมากขึ้นเพื่อให้ได้ไปที่นี่ “เฮ้ย! ตื่นๆ ตื่นมาดูวิวก่อนนน..” เพื่อนเราที่เป็นคนขับรถตะโกนปลุกเรากับเพื่อนอีกคนที่เผลอหลับไประหว่างทางจาก Yosemite National Park ไปยัง Death Valleyในเช้าตรู่วันนึง ภาพแรกที่มองออกไปนอกหน้าต่างรถ คือมันสวยมากกกกกกกกก.. สวยงามมากจริงๆ เราทั้งสามอึ้งในความสวยงามของสิ่งที่เห็นข้างหน้า เส้นถนนที่ตัดตรงเป๊ะ ท้องฟ้าที่สีฟ้าสดในวันที่แดดจ้า พร้อมกับวิวธรรมชาติสองข้างถนนที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆตามลักษณะภูมิประเทศ มีทั้งเป็นภูเขา ผาหิน จนไปถึงพื้นที่กว้างราบเรียบที่มองได้ไกลจนสุดตา พืชพรรณ และต้นไม้ตามทางไม่คุ้นตานัก ช่วงเวลานั้นความง่วงและความล้าหายไปหมดเลย พอเข้าไปถึงตัวอุทยานแห่งชาติ […]

1 Jul '17
A Journey in Copenhegen by Saruti Tuntivithayakul

ทริปนี้เป็นทริปที่ไปแสกนดิเนเวียครั้งแรกในชีวิต เดินทางครั้งนี้เป็นประเทศที่ 3 ก่อนหน้านี้ไป นอร์เวย์-ไอซ์แลนด์ประเทศจนสุดท้ายมาจบกันที่ประเทศเดนมาร์ก เราอยู่ Copenhagen กัน6วันเต็มๆ มาถึงที่นี่เราเลยไม่มีเเพลนอะไรทั้งสิ้น Copenhagen เป็นเมืองที่ชอบมากก ผู้คนน่ารัก นิสัยดี เป็นมิตรมาก ต่างกับทุกเมืองที่ผ่านมา เมืองที่นี่เค้าเรียกตัวเองว่า cozy and friendly เวลาเดินในเมืองคนเยอะมาก ทุกคนแต่งตัวดีและที่สำคัญที่แปลกตาคือรถน้อยมาก คนขี่จักรยาน! มีหมา กับเด็กที่เยอะและน่ารักไปหมด เมืองที่นี่ไม่มีตึกสูงระฟ้า ส่วนมากเป็นตึกไม่เกิน4-5ชั้น ไม่สูงมาก สิ่งนึงที่คล้ายกับไทยคือเค้ามี royal family ซึ่งสัญลักษณ์ประจำคือหัวใจ ไปที่ไหนเราก็จะเจอหัวใจประดับประดาเต็มไปหมด วันเเรกเราเริ่มต้นด้วยการนัดเจอรุ่นพี่คนไทยที่อยู่ที่นี่ พี่เค้าเป็นผู้ชายที่แต่งงานกับผู้ชาย เพราะว่าที่นี่เค้าเป็นประเทศแรกที่มีกฎหมายให้เพศเดียวกันเเต่งงานกันได้ เราก็ทำการนัดกับพี่โอ้ตเจอกันที่สถานีใจกลางเมืองชื่อ Nørreport Station วันนี้ขึ้นรถไฟฟ้าครั้งแรกเราก้ยังงงๆกับระบบรถไฟฟ้า ที่เจอจากที่Osloมา รถไฟฟ้าที่นี่ไม่มีประตูกั้น เพิ่งมารู้ว่า ที่นี่เค้าใช้ระบบไว้ใจ แอบคิดในใจ ถ้าใช้ระบบนี้กับพี่ไทยอย่างเราหวานหมูแน่ๆ55 พี่โอ้ตมากับฝรั่งตาน้ำข้าว ชื่อPhilip เป็นคนใจดีมากๆ ไม่แพ้hostที่บ้านเลย พี่ๆก้ทำการพาเที่ยวเดินในเมืองพาเข้าร้านนู้นนี้ แต่นี่เป็นสายเรียนแฟชั่นที่ไม่ช้อปปิ้งเลย ไม่ใช่อะไรเพราะค่าครองชีพที่นี่ต่างกับเมืองไทยคิดง่ายๆก็ x6 น่าร้ากก เราก็ได้แต่window […]