“The Scene of Strangers” (Indonesia) by Vick’s crew

การเดินทางสุดแสนกระทันหันของพวกเรา เริ่มขึ้นด้วยการนัดเจอกันที่สนามบินดอนเมือง กับความรู้แค่ว่า Bromo สวยมาก ละ Kawah Ijien คืออัลลัย แล้ว บาหลีก็ผีดุ โดยไม่ได้มีใครรู้ถึงรายละเอียดการเดินทาง กินอะไร นอนที่ไหน คือไม่รู้อะไรเลย คือพวกเราเป็นแค่ผู้ตาม เพราะฉะนั้น เรามีหน้าที่แค่ เดินตาม ตื่นเต้น และถ่ายรูป!!

 

Mount Bromo

Bromo Bromo Bromo ฮะอะไรนะ!! มันคือที่ไหนกัน ทำไมถึงอยากไปกันขนาดนั้น รีวิวหลายภาพผ่านสายตามาหลายรูปภาพแสงพระอาทิตย์ผ่านส่องภูเขาไฟทีมีเมฆหมอกหนาลอยผ่านเป็นภาพที่ดึงดูดมากในเหล่าบรรดาแก๊งนักท่องเที่ยว(เพื่อนๆพี่ๆในออฟฟิศเนี่ยแหละ)ตอนแรกในใจคิดอืมน่าสนใจมากนะแต่คงไม่น่าได้ไปชัวร์ ดูเป็นการผจญภัยที่แสนจะต้องอดทน  แต่ในสถานการณ์ที่โดนทั้งภาพและเสียงเป็นการเกลี้ยกล่อมที่เอนเอียงว่า ” ไปเถอะ ครั้งเดียวในชีวิต ” โอเคๆเลยตัดสินใจไปอย่างยินดีเลย

ภูเขาไฟ Bromo ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติโบรโมเทงเกอร์สุเมรุ (Bromo Tengger Semeru National Park) ในทางตะวันออกของเกาะชวา ซึ่งปัจจุบันภูเขาไฟแห่งนี้ยังคุกรุ่นอยู่แม้ภูเขาแห่งนี้จะไม่ใช่ลูกที่สูงที่สุดของอินโดนีเซียก็ตาม แต่โบรโมก็เป็นภูเขาไฟที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด หลักฐานทางภูมิศาสตร์ของประเทศอินโดนิเซียบอกไว้ว่าทั้งประเทศมีภูเขาไฟทั้งสิ้นรวม 400 ลูก และมีประมาณ70-80 ลูก ซึ่งพร้อมที่จะระเบิดได้ทุกเวลาขึ้นชื่อว่าใกล้ภูเขาไฟแต่ทำไมอากาศจะเย็นเยือกอะไรขนาดนั้น เช้าของการผจญภัยที่แรก ที่เกือบรุ่งสาง เราต้องขับเคลื่อนร่างกายเราไปพร้อมกับรถจิ๊บเส้นทางขรุขระพร้อมกับความมืดมันน่าลุ้นมากว่าเราจะไปเจออะไรจบที่ไหน ปลายทางคือความมืด ในที่สุด เมื่อแสงทองเริ่มทอแสง ความสวยของภูเขาไฟไม่ธรรมดาเลย ต่างคนต่างไม่พูดไม่จากันเพราะกำลังเก็บภาพกันเมามันมาก เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันสวยซะจนวางกล้องไม่ลงเลยทีเดียวสิ่งที่คนอาจจะคิดไม่ถึงของการไปเที่ยวที่ Bromo ก็คือรถจิ๊บที่มีสีสรร สีที่ตัดกับสีเขียว และสีน้ำตาลของความเป็นธรรมชาติ  บริเวณด้านล่างของลานจอดรถที่กว้างเต็มไปด้วยรถจิ๊บสีต่างๆ มันเกือบเป็นแลนด์มาร์คของที่นี้พอๆ กับตัวของภูเขาไฟเลยทีเดียว

 20150917_051835

Bromo: Pasuruan-Wonokitri 6:21 AM

Camera: SUMSUNG galaxy camera ( Fiat )

ขึ้นชื่อว่าใกล้ภูเขาไฟแต่ทำไมอากาศจะเย็นเยือกอะไรขนาดนั้น เช้าของการผจญภัยที่แรก ที่เกือบรุ่งสาง เราต้องขับเคลื่อนร่างกายเราไปพร้อมกับรถจิ๊บ เส้นทางขรุขระพร้อมกับความมืดมันน่าลุ้นมากว่าเราจะไปเจออะไรจบที่ไหน ปลายทางคือความมืด ในที่สุด เมื่อแสงทองเริ่มทอแสง ความสวยของภูเขาไฟไม่ธรรมดาเลย ต่างคนต่างไม่พูดไม่จากันเพราะกำลังเก็บภาพกันเมามันมาก เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันสวยซะจนวางกล้องไม่ลงเลยทีเดียว

 IMG_9111

Bromo: Pasuruan-Wonokitri 6:26 AM

Camera: iPhone 5s ( Palm )

ส่วนที่ทำให้เราสนใจมาเที่ยว ก็เพราะมีจุดชมวิวที่ดีที่สุดจากยอดภูเขาไฟ มองไปที่ทะเลทรายข้างล่างและวิวรอบ ๆ รวมถึงมารอรับอรุณบนยอดภูเขาไฟ

 Pop_Bromo-2

Bromo: Pasuruan-Wonokitri 6:40 AM

Camera: iPhone6 ( Pop )

ภูเขาไฟ Bromo พอได้ยินตอนแรกเรานึกถึง ภูเขาไฟขนาดใหญ่มากๆที่ยังมีชีวิต พร้อมที่จะโพยพุ่ง ลาวา ออกมาจากใต้พิภพ แต่พอเอาเข้าจริง มุมมองที่มองออกมาจากขอบปากปล่อง เป็นแลนด์สเคปที่สวยมาก มันคงเป็นผลจากการปะทุของภูเขาไฟ ที่มันคงจงใจ สร้างอาณาเขตของมัน เพื่อไม่ให้มีใครมายุ่ง แม้แต่ต้นไม้ก็ยังไม่มี เป็นบริเวณกว้าง เราว่ามันมีสเน่ห์กว่าการปีนขึ้นไปและสงสัยอะไรในปล่อง แต่ลองมองออกมาอีกด้าน นี่แหละอาจเป็นความจงใจของธรรมชาติมากกว่า

IMG_0004

Bromo: Pasuruan-Wonokitri 7:02 AM

Camera: iPhone6 ( May )

จุดนี้เป็นจุดสุดท้ายที่เราเดินทางมาถึง คือปากปล่องภูเขาไฟ Bromo ที่ยังมีควันกำมะถันครุกรุ่นออกมาอยู่ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้นั้นเราต้องใช้เวลาเดิน 1 กิโลเมตร หรือใครจะนั่งม้าก็ได้ ราคาไม่เกิน 250 บาท แล้วแต่ตกลงกัน นั่งม้ามาถึงจุดจุดหนึ่งแล้วต้องเดินขึ้นบันไดต่ออีกสักระยะหนึ่ง ก็ถึงปากปล่องภูเขาไฟในภาพ แต่ควรมีผ้าปิดจมูกสักนิดนึงเพราะกลิ่นกำมะถันแรงพอสมควร

DSC03590

Bromo: Pasuruan-Wonokitri 07.20 AM

Camera:SONY NEx5  ( Dupang )

สิ่งที่คนอาจจะคิดไม่ถึงของการไปเที่ยวที่ Bromo ก็คือรถจิ๊บที่มีสีสัน สีที่ตัดกับสีเขียว และสีน้ำตาลของความเป็นธรรมชาติ  บริเวณด้านล่างของลานจอดรถที่กว้างเต็มไปด้วยรถจิ๊บสีต่างๆ มันเกือบเป็นแลนด์มาร์คของที่นี่พอๆ กับตัว Bromo เลยทีเดียว

 

Kawah Ijen

ความตื่นเต้นยังไม่หยุดเพียงเท่านี้   จากเมือง สุราบายา Surabaya  มายังเมือง โปรลิงโก Probolinggo อันเป็นที่ตั้งของกลุ่มภูเขาไฟ โบรโม่ เราเดินทางต่อไปทางตะวันออกไปยังเมือง วอนโดโวโซ Bondowoso ที่อยู่เกือบสุดชวาตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟ คาวา อีเจี้ยน การเดินทางสู่ดินแดนแห่งความลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกนี้ เริ่มในเช้าวันถัดมาในเวลาตี1 ตี1เรียกเช้า? เราต้องตื่นตี 1 แล้วเราจะถึงยอดเขา ตี4 เอ้า เริ่ม!   เราเดินทางกันไปต่อในจุดที่พีคที่สุดของทริปก็ว่าได้ เพราะต้องเดินขึ้นเขาในระยะทาง 3 กิโล แต่ทางมันไม่ง่ายอย่างนั้น ทั้งเนิน ทั้งหิน ระยะเวลาที่ต้องเดิน ระยะทางหลายกิโลเมตร ประกอบกับการที่พวกเราไม่ได้มีใครมีเตรียมความพร้อมเรื่องร่างกายมาก่อน ทำให้พบว่ามันเหนื่อยสุดๆ  ยังไงก็ต้องไปถึงก่อนสว่างเพื่อจะได้เห็น blue flame แห่ง Kawah Ijen ระหว่างเดินทางสิ่งที่ทำให้หายเหนื่อยคือการได้หายใจและแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า ดาวที่ยิ่งกว่าท้องฟ้าจำลอง สวยยิ่งกว่าคำว่าสวยอีก แม้ช่วงเวลานั้นจะเป็นเวลาตี3 แต่พวกเราก็ไม่ได้มีความง่วง มีแต่ความตื่นเต้น กลิ่นกำมะถันกระแทกจมูกตามกระแสลมที่พัดมา พร้อมกับความหนาวของอากาศและลม แม้จะยากเพียงใดพวกเราทุกคนก็ได้ขึ้นมาถึงได้สำเร็จ

กว่าเราจะไปถึงblue flame เกือบจะถอดใจหลายรอบแต่ก็บอกกับตัวเองหลายรอบเช่นกันว่าเอาน่าไหนๆมาแล้วต้องไปให้สุด กลิ่นกำมะถันเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ หน้ากากกันควันช่วยเราได้มาก นั่นไงเปลวไฟสีฟ้า มันคือธรรมชาติที่น่าทึ่งจริง ฟ้าค่อยๆเริ่มสว่างสิ่งที่เห็นในความมืด หรือเรียกง่ายๆว่าแทบไม่เห็นอะไรในความมืดเลย ก็เริ่มทำให้เรายิ่งว้าวไปกันใหญ่ว่ารอบๆตัวเราเต็มไปด้วยภูเขาและแม่น้ำที่สวยงามอะไรปานนี้ ดวงไฟสีฟ้าเริ่มหายไปรอบๆดวงไฟมีหินที่เป็นสีเหลืองอยู่รอบๆ บอกได้เลยว่าไม่อยากกลับเลย ยืนทึ่งอยู่นานกับธรรมชาติที่เกิดขึ้น ณ โลกแห่งนี้จริงๆ คุ้มค่าเกินบรรยาย

การเดินเท้าเพื่อเดินขึ้นไปดูความสวยงามจากภูเขาไฟ Kahwa Ijen อันแสนเหน็ดเหนื่อยในเวลาเช้าเเสงของพระอาทิตย์ กับ เเสงของบลูเฟรมที่เป็นสีฟ้า มันโดนเเสงของท้องฟ้าที่ฉาบด้วยสีชมพูอ่อน ทำให้มันกลายเป็นสีม่วง เมื่อแสงสว่างค่อยเพิ่มขึ้น ความชัดเจนของสิ่งต่างๆรอบๆ ตัวก็เพิ่มขึ้นตาม ความตื่นตาตื่นใจกับภูมิประเทศที่แปลกตามันสวยงามมากอันดูมีเสน่ห์น่าค้นหา

พอพระอาทิตย์เริ่มพ้นขอบฟ้าแสงสว่างก็เริ่มเข้าแทนที่ความมืด ทำให้เรามองเห็นบรรยากาศรอบๆข้าง เป็นทางหินชัน ที่แตก คล้ายกับการทลายลงมา เป็นเส้นทางที่สุดจะท้าทายที่เราปีนลงมา เราว่ามันสวยมาก เป็นสิ่งที่มีเสน่ห์มากๆ เหมือนกับที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “ความสุขอาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง” เราว่ามันจริงๆก็ครั้งนี้แหละ

 

 

DSC03717

Kahwa-Ijen: Banyuwangi-Alasrejo 04:20 AM

Camera: SONY NEx5 ( Dupang )

การเดินเท้าเพื่อเดินขึ้นไปดูความสวยงามจากภูเขาไฟ Kawah Ijen อันแสนเหน็ดเหนื่อยในเวลาเช้าเเสงของพระอาทิตย์ กับ เเสงของบลูเฟรมที่เป็นสีฟ้า มันโดนเเสงของท้องฟ้าที่ฉาบด้วยสีชมพูอ่อน ทำให้มันกลายเป็นสีม่วง เมื่อแสงสว่างค่อยเพิ่มขึ้น ความชัดเจนของสิ่งต่างๆรอบๆ ตัวก็เพิ่มขึ้นตาม ความตื่นตาตื่นใจกับภูมิประเทศที่แปลกตามันสวยงามมากอันดูมีเสน่ห์น่าค้นหา

 

DSC03717

Kahwa-Ijen: Banyuwangi-Alasrejo 04:33AM

Camera: Camera: iPhone 5s ( Fiat )

กว่าเราจะไปถึง Blue Flame เกือบจะถอดใจหลายรอบแต่ก็บอกกับตัวเองหลายรอบเช่นกันว่าเอาน่าไหนๆมาแล้วต้องไปให้สุด กลิ่นกำมะถันเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ หน้ากากกันควันช่วยเราได้มาก นั่นไงเปลวไฟสีฟ้า มันคือธรรมชาติที่น่าทึ่งจริง ฟ้าค่อยๆเริ่มสว่างสิ่งที่เห็นในความมืด หรือเรียกง่ายๆว่าแทบไม่เห็นอะไรในความมืดเลย ก็เริ่มทำให้เรายิ่งว้าวไปกันใหญ่ว่ารอบๆตัวเราเต็มไปด้วยภูเขาและแม่น้ำที่สวยงามอะไรปานนี้ ดวงไฟสีฟ้าเริ่มหายไปรอบๆดวงไฟมีหินที่เป็นสีเหลืองอยู่รอบๆ บอกได้เลยว่าไม่อยากกลับเลย ยืนทึ่งอยู่นานกับธรรมชาติที่เกิดขึ้น ณ โลกแห่งนี้จริงๆ คุ้มค่าเกินบรรยาย

 

IMG_2567

Kahwa-Ijen: Banyuwangi-Alasrejo 04:50 AM

Camera: SONY NEx5 ( May )

การมาที่ Kawah Ijen นี้ไม่ธรรมดาเลย กว่าจะถึงได้นั้นต้องเดินเท้าเป็นระยะทาง3กิโลเมตร ขึ้นสู่ปากปล่องเครเตอร์ตลอดทางนั้นเป็นทั้งทางเรียบและขึ้นเขา เหนื่อยพอสมควร เข้าใจเลยว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญมาก (ถ้าไม่ได้โรบิค ไกด์ชาวอินโดนช่วยดันหลังนี่แย่แน่ๆ) เมื่อถึงปากปล่องเครเตอร์แล้ว การที่เราจะสัมผัสเปลวไฟสีฟ้าหรือBlue Flame นั้น เราต้องเดินลงเขาที่เป็นหินชันๆ ในระยะทางอีก800เมตร ต้องระวังมากๆเพราะมืดมาก ไฟฉายเป็นอีกสิ่งที่สำคัญมากในทริป เมื่อแสงอาทิตย์เข้ามาแทนที่ความมืดเปลวไฟสีฟ้าค่อยๆหายไป กลายเป็นภาพๆนี้ ถึงจะเหนื่อยแต่สิ่งที่ได้เห็นตรงหน้าก็คุ้มค่ามากจริงๆ

Pop_Ijen

Kahwa-Ijen: Banyuwangi-Alasrejo 05:12 AM

Camera: iPhone6 ( Pop )

พอพระอาทิตย์เริ่มพ้นขอบฟ้าแสงสว่างก็เริ่มเข้าแทนที่ความมืด ทำให้เรามองเห็นบรรยากาศรอบๆข้าง เป็นทางหินชัน ที่แตก คล้ายกับการทลายลงมา เป็นเส้นทางที่สุดจะท้าทายที่เราปีนลงมา เราว่ามันสวยมาก เป็นสิ่งที่มีเสน่ห์มากๆ เหมือนกับที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “ความสุขอาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง” เราว่ามันจริงๆก็ครั้งนี้แหละ

 

IMG_9286

Kahwa-Ijen: Banyuwangi-Alasrejo 05:57 AM

Camera: iPhone5s ( Palm )

ภูเขาไฟ Kawah Ijen บนพื้นที่ยอดเขามีหลุมเป็นแอ่งขนาดใหญ่ เรียกว่าทะเลสาบกรดกำมะถันสีเขียวสดมาก ภูเขาไฟแห่งนี้เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่สงบคุกรุ่นและปล่อยก๊าชอยู่ในปล่องภูเขาไฟอยู่เงียบๆหรือรอปะทุครั้งใหญ่มิอาจทราบได้ เรื่องแบบนี้ธรรมชาติเท่านั้นที่รู้ ส่วนพวกเรานักเดินทางก็ทำหน้าที่ต้องมาดู ให้เห็นกับตาสักครั้งในชีวิต

 

Tahna Lot

จากนั้นพาตัวเองข้ามทะเลจากเกาะชวาไปสู้เกาะ บาหลี เกาะแห่งวัฒนธรรม เราไปถึงฝั่งบาหลีก็เหมือนที่คิด มันเป็นดินแดนแห่งการพักผ่อนชั้นดี ผีดุ เหมาะสำหรับการเป็นสถานที่ปิดทริปธรรมชาติ จะให้พูดหมดทั้งบาหลีคงไม่หมด เราเลยเลือก ที่ที่เราประทับใจที่สุด แปลกตาที่สุด และ ช่วง Golden Hour ที่สวยที่สุด เราเลือก Tahna Lot ถึงแม้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของบาหลี คนเยอะมาก ถึงมากที่สุด แต่เมื่อเราเดินลึก และเรียบชายหาดไปเรื่อยๆ จะเจอกับขุมทรัพย์ของธรรมชาติ ตรงหน้าเรา มีพรม ไม่ใช่สิ สาหร่ายทะเล ที่ขึ้นคลุมหินที่ถูกน้ำทะเลเซาะ จนกลายเป็นพรม สีเขียวชะอุ่ม ผืนใหญ่ สลับกับแอ่งน้ำเล็กๆ ที่ในนั้น มีสัตว์ทะเลน้อยใหญ่  เยอะ และแน่น เราไปถึงที่นั่น ก่อนพระอาทิตย์ตกไม่นาน เราหยุดนิ่ง และยืนมองพระอาทิตย์ตกไปเรื่อยๆ จนลับตา สีทองของพระอาทิตย์กระทบกับน้ำทะเลเรืองรอง มันสวย ไม่มีที่ติ ตลอดทั้งทริป เราใช้แรงกายทั้งหมดเพื่อชื่นชมกับธรรมชาติ แล้วธรรมชาติก็จะกลับมาสรรค์สร้างความสุขให้แก่เรา เหมือนเป็นวัฎจักรที่ลงตัว

 

 

000025

Pura Tanah Lot: Tabanan-Beraban 04:17 PM

Camera: OLYMPUS OM10 ( Fiat )

บอกได้เลยที่นี่น่าทึ่งไม่แพ้ที่ไหนเหมือนกัน วัดที่อยู่บนโขดหินริมทะเล และสิ่งที่เราตื่นเต้นกันก็เห็นจะเป็นพื้นสีเขียวริมทะลนั้นที่เป็นเวลาน้ำลงที่จะเห็นพื้นหินสีเขียวที่มีสาหร่ายเกาะบนหินเต็มไปหมด บวกกับแสงยามเย็นมันช่างงดงามมาก บริเวณวัดช่างกว้างใหญ่ ที่นี่มีวัดที่สวยงาม มีพิธีทางศาสนาและผู้คนที่แต่งตัวกันเป็นเอกลักษณ์ และมีธรรมชาติโอบอยู่รอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับโบราณสถาน และโบราณวัตถุแห่งนี้ เป็นสิ่งที่อัศจรรย์มากจริงๆ

 

 

Pop_TanahLot

Pura Tanah Lot: Tabanan-Beraban 05:04 PM

Camera: iPhone6 ( Pop )

วิหารผาหินที่ตั้งออกไปนอกชายฝั่งที่เกิดจากการกัดเซาะของเกลียวคลื่น เป็นสิ่งที่ถูกรังสรรค์จากธรรมชาติ มีทั้งความมหัศจรรย์ และความน่าสนใจ ความสวยงามอาจไม่ได้อยู่ที่วิหารเพียงอย่างเดียว แต่พื้นหินระหว่างทางที่เดินไป มีทั้งสิ่งมีชีวิตต่างๆ อยู่ตามร่องน้ำ ยิ่งกระทบกับแสงตอนพระอาทิตย์ตก ทำให้เป็นเสน่ห์ที่หลายๆคนมองข้าม แต่สวยเสมอ

 

DSC04698

Pura Tanah Lot: Tabanan-Beraban 05:45 PM

Camera:SONY NEx5 ( Dupang )

สำหรับ Tahna Lot เราว่าความสวยมันอยู่ตรงที่เราค่อยๆเดินเรียบทะเลไป กว่าจะถึงเราก็พบพื้นหินที่มีน้ำขัง ตัวน้ำมันสะท้อนกับสิ่งรอบๆตัวมันเป็นเงา เหมือนมองโลกแบบ upside down

 

image1

Pura Tanah Lot: Tabanan-Beraban 05:56 PM

Camera: iPhone5s ( Palm )

ยามพระอาทิตย์ตกจะเห็นเป็นเสมือนภาพของหอคอยสีดำ โดยในช่วงน้ำขึ้นวัดจะถูกล้อมไปด้วยน้ำเหมือนเกาะเล็กๆ ริมชายฝั่ง พอน้ำลดจะพบกับเนินหินยื่นออกไปในทะเลเราสามารถเดินเข้าไปถ่ายภาพเพื่อเป็นหลักฐานในการไปเยือนวัดที่สวยที่สุดของบาหลีกลับมาทุกราย

 

12081412_10153361239174024_2052604457_n

Pura Tanah Lot: Tabanan-Beraban 06:04 PM

Camera: iPhone6 ( May )

เราได้ใช้เวลาใน Tahna Lotถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะรอให้ถึงช่วงเวลาพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าที่ริมทะเลเหมือนในภาพนี้

Share
Random stories
2 Nov '15
“Road to Mongolia” (Mongolia) by Saitarn Karncharanwong

มองโกเลียมีเมืองหลวงคือ Ulaanbaatar ( UB ) เป้าหมายของทริปครั้งนี้ คือการทัวร์ ทะเลทราย Gobi และ Orkhon Vally สิ่งที่น่าสนใจคือ ในแต่ละพื้นที่ของ Gobi จะมีสภาพของธรรมชาติ และอากาศที่เเตกต่างกัน ( เนื่องจาก พื้นที่มันกว้างใหญ่มาก ทั้งร้อน ฝนตก จนถึงมีหิมะปกคลุม ) ช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทาง คือ ช่วงเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม เพราะจะได้เจอสถานที่ท่องเที่ยวทุกๆที่ในจังหวะที่สวยที่สุด 5 Steps to the Plain 1.Dream, read, listen then get on the plane. ช่วงที่ไปเริ่มมีการเเชร์เกี่ยวกับทางรถไฟสาย แทรนไซบีเรียกันอยู่บ้าง พอดีพี่ที่สนิทกัน ที่เป็นสายเที่ยวรอบโลก เหมือนกัน มาบอกว่ามี แพลนที่จะไปบ้าง เราก็ตอบไปเเบบไม่ค่อยคิดและลังเเลเลยว่า ” ไปด้วยดิ ” […]

31 Mar '17
คอร์สกลับบ้าน by Peng luxsananut

ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสหนีเมืองกรุง เข้าคอร์ส “กลับบ้าน” ที่สวนศิลป์บินสิ อำเภอดอยติ ลำพูน3วัน2คืนกับกิจกรรมเต็มเหนี่ยว พูดคุย ย่ำดิน โกยดิน ยกถังดิน ยกก้อนดิน ผสมสี ก่อฉาบบ้านดิน เลี้ยงไส้เดือนทำปุ๋ย เพาะต้นกล้า โยคะ ทำแป้งขนมปัง แป้งพิซซ่า ทำเตาดิน คุยกับคน คุยกับหมา คุยกับแมว คุยกับไก่ เล่นกับเด็ก อบขนมปัง เก็บผัก กินผักสดยัดไส้ปลาเผา กินมันเผา กินเผือกเผา คุยรอบกองไฟ เดินป่าชุมชน ชมนกชมไม้ ทำยาสระผมมะกรูด ทำสบู่กาแฟอัญชันขมิ้น กินกาแฟดริปจากพี่เอก ดมกลิ่นหอมของเต่าถ่าน นอนฟังเสียงเปียโนบรรเลงเพลงโมสาร์ท นั่งฟังเพลง”พี่สาวครับ”จากวงดนตรีเด็กท้องถิ่น นอนหลับกลางหมู่ดาวและเหล่าแมวกวน แต่ไม่ต้องสืบว่านอนได้มั้ย กิจกรรมเยอะขนาดนี้โดยเฉพาะการทำบ้านดินนี้บอกเลยว่าควรฟิตร่างกายและเพาะกล้ามขากล้ามแขนก่อนมา การได้กลับบ้านครั้งนี้ทำให้เรานิ่งสบาย รู้จักตนเองมากขึ้นและที่สำคัญทำให้เราไร้ตัวตนปลอมๆ ไร้เปลือกห่อหุ้มค่อยๆกะเทาะเหลือเพียงแก่นที่สำคัญของชีวิตเพียงเท่านั้น ดีต่อใจสบายต่อกาย และที่สำคัญอีกอย่างคือ มันดา เรามีอะไรเดี๋ยวต้องทำด้วยกันเต็มเลย นี้แหละสุขใจที่สุด:) อีกเรื่องนึงคือ ภาพการเป็นชาวสวนชาวไร่จากที่เคยคิดไว้นั้นเปลี่ยนไปสิ้น เมื่อเรายังสามารถเล่นและฟังเปียโนเพลงclassic โมสาร์ท บีโทเฟน […]