“The Land of The Northern Lights, Iceland” by Chanikarn Ruangrajitpakorn

Iceland เป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะ ถ้ากางแผนที่ออกมาก็จะเห็นว่าอยู่ระหว่างทวีป America และ Europe และอาจจะเป็นที่ที่ใครใครฝันถึง เราก็เป็นคนนึงที่ฝันว่าอยากมาเที่ยว Iceland เพราะว่าอยากเห็นแสงเหนือ หรือแสงออโรร่า (Aurora Borealis) ที่จะสามารถเห็นได้เฉพาะประเทศแถบขั้วโลกเหนือ เช่น Greenland, Norway, Finland, Iceland และบางทีใน Scotland

มีคนเคยบอกว่าจะต้องโชคดีมากๆ ถ้าได้เห็นแสงเหนือ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้มองเห็น หรือมองไม่เห็นแสงเหนือ เช่น เมฆ ฝน แสงจันทร์ หรืออื่นๆ รวมทั้งดวง มาครั้งนี้เลยคิดว่า ถ้าไม่ได้เห็นก็ไม่เป็นไร แค่เสียใจ แต่ถ้าได้เห็นก็จะดีใจและฟูลฟิลชีวิตสุดๆ เหมือนได้ขีดค่าหนึ่งใน bucket list ออกไปหนึ่งบรรทัดเลยซื้อทัวร์ The Land of Northern Lights แบบ 5 วัน 4 คืน รวมอาหารเช้า ที่พัก รถบัส และ airport transfer ในราคาประมาณสองหมื่นบาท ถือว่าคุ้มค่าเลยในโปรแกรมทัวร์ก็รวมสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ในแถบ South West ของ Iceland เอาไว้หมด เช่น บ่อน้ำร้อน Blue Lagoon, น้ำตก Skófagoss, บ่อน้ำพุ hot spring Geyser และหมู่บ้านเล็กๆต่างๆ

ที่ที่ชอบมากที่นึงก็คือ Blue Lagoon การได้แช่น้ำร้อนในอากาศที่หนาวเหน็บเป็นอะไรที่ดีมาก แต่จะไม่ได้ร้อนขนาด on sen ที่ญี่ปุ่น ที่แช่นานไม่ได้ ในบ่อ Blue Lagoon จะมีโคลนสีขาวที่เป็นแร่ธาตุ เอามาพอกเสริมความงามได้ ซึ่งเค้าก็จะมีผลิตภัณฑ์ต่างๆที่สกัดมาจากแร่ธาตุเหล่านี้วางขายอยู่ แต่ราคาก็จะสูงนิดนึงอีกอย่างที่ประทับใจก็คือการได้เห็นแสงเหนือในคืนแรกของการไปทัวร์ แสงเหนือที่เห็นเป็น activity ระดับ 2 ซึ่งไม่สูงมาก มองด้วยตาไม่เห็น จะเห็นเป็นขาวๆคล้ายริ้วเมฆเท่านั้น แต่จะเห็นผ่านกล้อง ที่สามารถปรับโหมด manual ได้ (iPhone ไม่เห็นนะ) ตอนแรกก็ลนมากเหมือนกัน เพราะไม่เคยถ่ายแสงเหนือมาก่อน แล้วก็ไม่โปรกับการถ่ายภาพขนาดนั้น ทางทัวร์เค้าก็มีคู่มือ คำแนะนำการปรับโหมดกล้องให้ แต่เราก็ทำการบ้านไว้แล้วบ้าง ว่าต้องปรับยังไง ต้องเอาขาตั้งกล้องไป รูปแรกๆก็ไม่ค่อยเวิร์ค เพราะยังปรับได้ไม่เสถียร แต่พอจับทางได้ ก็คิดว่าประสบความสำเร็จในการถ่ายแสงเหนือระดับนึง (ภูมิใจน้ำตาไหล)

พอคืนที่สอง หวังว่าจะเห็นแสงเหนืออีก เพราะไกด์บอกว่า สภาพอากาศอาจเปลี่ยนตลอด ยึดตาม forecast ไม่ค่อยได้ เพราะอย่างวันแรก บอกว่า cloudy แต่สุดท้าย ฟ้าก็เปิด แล้วมาวันที่สอง ก็บอกว่า cloudy อีก แต่สุดท้าย ก็เมฆเยอะจริงๆ มองไม่เห็นอะไรเลย พอมาคืนสุดท้าย forecast บอกว่าคืนนี้ท้องฟ้าจะ clear และ activity ระดับ 3 ซึ่งสูงกว่าคืนแรก ทำให้มีหวังมาก ตั้งตารอมาก แต่สุดท้ายแล้วรอเท่าไหร่ก็ไม่เห็นซักที ถึงแม้ฟ้าจะ clear มากก็ตาม แล้วด้วยอากาศที่หนาวมาก ลมแรง ทำให้ร่างกายสู้ไม่ไหว ยอมแพ้ไปในที่สุดเลยมาคิดดูแล้วว่าจริงๆเราก็โชคดีมากในระดับนึง เพราะเห็นแสงเหนือตั้งแต่คืนแรก แบบไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ และมีตลอดตั้งแต่สามทุ่ม การที่มา Iceland แล้วเห็นแสงเหนือในเวลาสั้นๆแค่นี้ก็โชคดีแล้ว เพราะบางครั้งการมาตามล่าแสงเหนือต้องใช้เวลานานกว่านี้ 8-10 วันก็มี เพื่อที่จะได้เห็นแบบอลังการงานสร้าง ก็เลยคิดว่า ไว้คราวหน้าเนอะ (:

สภาพอากาศช่วงเดือนตุลาเป็นฤดู Autumn ที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองส้ม จนกว่าจะร่วงหมดใน Winter และเป็นช่วงต้นๆที่เหมาะกับการมาชมแสงเหนือด้วย อุณหภูมิที่นี่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในฤดูใบไม้ร่วง ยิ่งตอนกลางคืนที่รอดูแสงเหนือนั้นไม่ต้องพูดถึง อุณหภูมิทะลุ 0 องศาลงไปเลย เพราะฉะนั้นการเตรียมเสื้อผ้าที่หนาและอบอุ่นเพียงพอจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

ประเทศนี้หนาวแบบสม่ำเสมอ จนไม่สามารถอาศัยอยู่ในบริเวณตอนกลางของประเทศได้เลย เพราะมีแต่ทะเลทราย ภูเขา และหิมะ ต้นไม้เรียกได้ว่าหายาก เพราะตัดเอาไปแปรรูปแทบจะหมดแล้ว ผู้คนที่มีอยู่แสนจะน้อยนิดเลยอาศัยอยู่ตามริมอ่าวของประเทศ ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับก็มีอยู่เยอะ ซึ่งบางครั้งจะปะทุทุกๆ 10 ปี หรือนานกว่านั้น สัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติก็มีไม่มากเช่นกัน ระบบคมนาคมไม่ต้องพูดถึง ต้องเดินทางด้วยรถยนต์อย่างเดียว เพราะอากาศที่หนาวมากจนไม่สามารถสร้างรถไฟ หรืออะไรได้เลย เศร้า

สรุปสั้นๆว่า Iceland เป็นประเทศที่ทำให้เปิดโลกของการชมธรรมชาติ และชนบท วิวที่เห็นบ่อยก็คือ บ้านที่ทำจากไม้ ทุ่งหญ้า แกะ ม้า น้ำตก และภูเขา แต่ทุกสิ่งก็สวยงาม และลงตัวในแบบของมัน อยากให้ลองไปซักครั้งนึงนะ.

 

 

 

Share
Random stories
30 Nov '16
FUROSHIKI Wrapping. One of our favorite thing.

Wrap your picnic bag in FUROSHIKI style Be prepared for your next outing SHIZUKU FUKURO (Deep shape carry wrap) The sounds of laughter, from children at play; the humming of bees on a warm summer day. The awaited enjoyment, a kitchen smell brings, are reminders, of some of my favorite things! Though a distant church […]

20 Mar '17
Lake Blanche, USA by Pamela Pimonwan

Lake Blanche เป็นหนึ่งในทะเลสาบใน Big Cottonwood Canyon ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Wasatch MountainsในรัฐUtah ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับทะเลสาบที่มีขนาดเล็กกว่าชื่อ Lake LillianและLake Florence ซึ่งเป็น campsite ของเราในทริปนี้ ระยะทางไปกลับทั้งหมดจาก trail head ประมาณ 7 ไมล์ ความชันอยู่ที่ 2,720 ฟุตหรือ 830 เมตร ระหว่างทางเดินเจอคนเป็นพักๆเนื่องจากเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่ locals เพราะสามารถเดินไปกลับได้ภายในวันเดียว เราใช้เวลาเดินขึ้นทั้งหมดประมาณ 3 ชม. เนื่องจากทางขึ้นค่อนข้างชันและแต่ละคนแบกเป้หนักประมาณคนละ 40 pounds วันนั้นแดดค่อนข้างแรงจึงต้องพักดื่มน้ำเป็นระยะๆ แต่ยังโชคดีที่อากาศไม่ร้อนมากนัก เดินไปเหนื่อยไปคุยเรื่องชีวิตกับเพื่อนไป ระหว่างทางมีดอกไม้และป่าให้ชมเป็นระยะๆ เป็นความสุขที่หาไม่ได้ในเมือง พอเดินถึงยอดเขาเราก็เลือกที่จะกางเต็นท์ใกล้ๆกับน้ำตกและทะเลสาบ เพราะว่าตื่นมาจะได้เห็นวิวสวยๆ จากภูเขา และน้ำตกยังเป็นแหล่งน้ำสำหรับพวกเราในตอนเช้า พอตั้งเต็นท์เสร็จก็ทานอาหารเย็นและหาจุดดูพระอาทิตย์ตกใกล้กับที่พัก แล้วนั่งรอพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าไปพร้อมกับวิวภูเขาเเละทะเลสาบ ระหว่างนั้นก็นั่งคุยกับเพื่อที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน บางทีก็นั่งกันเงียบๆซึมซับความงามของธรรมชาติรอบๆตัว เวลาในหนึ่งวันตั้งเเต่เริ่มออกเดินทางมันผ่านไปเร็วมาก ไม่รู้จะอธิบายยังไงแต่ช่วงเวลานั้นมีความสุขแบบบอกไม่ถูก ทุกอย่างมันสวย สงบไปหมด เห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าปัญหาของเรามันเล็กนัก ความเครียดและปัญหาต่างๆที่สะสมมาก็ถูกลืมไปชั่วคราว And in that moment, […]