The most time in Stockholm by Supachai Pechry

เมื่อมนุษย์เขตร้อนอย่างฉันหลวมตัวตอบตกลงไปเที่ยวสวีเดนในเดือนธันวาฯ ช่วงคริสต์มาส ฉันก็ได้แต่ถามตัวเองว่าจะไหวเหรอ เสื้อผ้าหนาๆอุ่นก็ไม่มี ไขมันรอบพุงก็ไม่เคยสะสม จะหนาวตายกลายเป็นศพแช่แข็งถูกส่งกลับประเทศไหม แต่เพื่อให้ได้เห็นแสงเหนือสิ่งที่อยากเห็นก่อนตาย จะหนาวแค่ไหนก็จะสู้แถมต่อไปจะได้มีเรื่องไว้คุยอวดคนอื่นเค้าได้ว่าหนาวแค่นั้นน่ะไม่เท่าไหร่หรอก ฉันเคยเจอมาหนาวกว่านี้อีก แต่อากาศหนาว -30 นี่มันหนาวขนาดไหนนึกไม่ออกจริงๆ แม้แต่ชาวสวีเดนเองก็ใบ้กินบอกได้แค่ว่าหนาวมาก ถามใครใครก็นึกไม่ออก มีแต่จะบอกว่าคนไทยอย่างฉันคงหนาวตายตั้งแต่ -10 แล้วล่ะ

ฉันไปยุโรปมาก็หลายครั้งแล้ว แต่ก็มักจะหาเรื่องไปเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือไม่ก็ฤดูร้อน เมืองก็สวยผู้คนก็อารมณ์ดี อากาศแจ่มใส ฉันชอบเดินทางแบบสบายตัวไม่ต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆหลายชั้นกระเป๋าก็เบาแถมมีน้ำหนักเหลือให้พอซื้อของกลับมาได้อีก แต่ทริปที่ไปสวีเดนคราวนี้นี่สิฉันต้องเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าตั้งหลายตัวทั้งๆที่เตรียมไปเผื่อหนาวเต็มที่แต่ทำไงได้ขนกระเป๋าไปได้แค่ 20 กิโลกรัม ถ้าไปถึงแล้วดูท่าจะไม่รอดจริงๆ ค่อยไปหาซื้อเอาใหม่ข้างหน้า ไม่กี่วันก่อนเดินทางเพื่อนๆที่สวีเดนต่างบ่นกันถึงอากาศที่เลวร้ายของสต๊อกโฮล์ม ทั้งอากาศที่หนาวติดลบ ฝนตกทั้งอาทิตย์ แดดก็ไม่มี ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันมานานหลายเดือน ฉันยอมรับว่ากำลังใจฝ่อไปเยอะเหมือนกันแดดเป็นเหมือนพลังงานชีวิตของฉันนี่ถ้าไปแล้วไม่เจอแดดเลยจะทำยังไงไม่เหงาตายเหรอ แต่จะให้กลับใจทิ้งตั๋วก็ไม่ทันแล้ว กว่าจะได้วีซ่ามานี่ไม่ง่ายนะ คนทำอาชีพฟรีแลนซ์อย่างฉัน ขอวีซ่าแต่ละทีเอกสารหนาเหมือนทำวิทยานิพนธ์

ฉันใช้เวลา 13 ชั่วโมง ที่แสนอึดอัดบนเครื่องบินชั้นประหยัด เพื่อมาถึงสต๊อกโฮล์ม อากาศหนาวน้อยกว่าที่คาดเพราะหิมะตกไปตั้งแต่คืนก่อนหน้าแล้ว โชคดีที่โรงแรมเราอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟเท่าไหร่ จึงไม่ต้องเดินไกล นี่ขนาดไม่ไกลแต่ฉันก็ลื่นไปหลายรอบ ก่อนหน้านี้ฉันบ่นเอาไว้มากว่าค่าโรงแรมแพงไปโรงแรมไม่เห็นต้องอยู่ใกล้ขนาดนี้ก็ได้ ไกลแค่ไหนก็เดินไหว อยากประหยัดเงิน แต่เชื่อเถอะถ้าไปเที่ยวที่ไหนที่อากาศหนาวๆการได้ถึงที่พักอุ่นๆแบบทันใจโดยเฉพาะในคืนแรกถึงจ่ายแพงอีกหน่อยก็คุ้มกว่าเยอะ

ฉันอยู่สต๊อกโฮล์ม 5 วัน ไม่ได้วางแผนการท่องเที่ยวอะไรเลย เพื่อนถามว่าอยากดูอะไรก็ตอบไม่ได้ ฉันไม่ใช่พวกชอบปักหมุดตามสถานที่สำคัญ ฉันแค่อยากมาเห็นอะไรที่แตกต่าง มาเดินเล่นตามถนนที่ไม่คุ้นเคย ได้ลองกินอาหารแปลกลิ้น ได้เจอผู้คนใหม่ๆแม้จะสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็สนุกที่ได้ลองผิดลองถูกไปเรื่อย 5 วันแรกในสต๊อกโฮล์มจึงหมดไปกับการเดินหลง ข้อดีของการมาสล๊อกโฮมช่วงนี้ นอกจากจะได้เห็นการตกแต่งร้านบ้านเรือนและบรรยากาศการเฉลิมฉลองของช่วงคริสต์มาสแล้ว นักท่องเที่ยวจะน้อยมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวเอเชียอย่างฉัน และคนสวีเดนเองก็หนีหนาวไปอาบแดดที่ทะเลบ้านเรา ก็อากาศมันหนาวแถมมีวันหยุดยาวๆอีกเป็นใคร ใครก็ไปทะเล ว่าแต่ฉันมาทำอะไรที่นี่

พระอาทิตย์ที่นี่ขึ้นตอน 10 โมง ตกตอนบ่าย 2 และไม่เคยขึ้นมาถึงกลางหัว อย่างมากก็แค่เคลื่อนจากขอบฟ้าด้านซ้ายไปด้านขวาแล้วก็ตก เวลาการเดินเที่ยวช่วงกลางวันของฉันจึงสั้นมาก ต้องวางแผนดีๆโดยเฉพาะคนที่ชอบถ่ายรูป กินข้าวเที่ยงแล้วรู้สึกเหมือนกินข้าวเย็น หกโมงเย็นก็ง่วงนอน เป็นอย่างนี้อยู่หลายวัน นาฬิกาชีวิตสับสนไปหมดนี่ยังไม่รวมอาการเจทแลคที่ตามมาเล่นงานอีกสองวันให้หลัง

เวลาในสต๊อกโฮล์มแม้จะดูสับสนแต่ก็ผ่านไปเร็วมาก เมืองมีอะไรให้ดูเต็มไปหมดฉันชอบไปเดินเล่นที่เขตเมืองเก่าที่มักจะมีร้านน่ารักๆ ไว้ให้ได้ดื่มกาแฟคลายหนาว แต่ละวันดื่มไปหลายแก้วแวะไปหลายร้านตุนคาเฟอีนเอาไว้สู้กับอาการง่วงนอนที่ยังปรับตัวไม่ทันกับเวลาและแสงที่เปลี่ยนไป ส่วนเขตเมืองใหม่ก็เดินสนุกไม่แพ้กันแต่บรรยากาศจะเน้นไปทางสไตล์มินิมอลตามแบบฉบับคนสแกนดิเนเวียร์เสียมากกว่า คนแม็กซิมั่มอย่างฉันเจอความกุ๊กกิ๊กน้อยแต่มากเข้าไปก็ยังต้องหลงรัก ที่สต๊อกโฮล์มมีวิธีการเดินทางหลากหลายมาก ทั้งรถไฟ จักรยาน แท๊กซี่ และเรือเฟอร์รี่ แท๊กซี่ที่นี่แพงมากแต่ถ้ารถไม่ติด ไปกันหลายๆคนก็คุ้มโดยเฉพาะเวลากลับบ้านหลังเวลารถไฟปิด ส่วนเฟอร์รี่ก็ช่วยประหยัดเวลาได้มากทีเดียว เพราะสต๊อกโฮล์มมีเกาะเยอะบางครั้งแค่นั่งเฟอร์รี่ข้ามฟากเราก็ตัดมาถึงอีกถนนที่ใช้เวลามากกว่าถ้าเดินทางด้วยวิธีอื่น แถมวิวสวยอีกต่างหาก อาจจะลำบากหน่อยตรงที่อากาศมันหนาวกว่ากับรอเรือนานหน่อยเท่านั้นเอง

วันที่ 22 ธันวาคม สองวันก่อนคริสต์มาสอีฟฉันต้องนั่งรถโค้ช 15 ชั่วโมง ขึ้นเหนือไปแถบอาร์คติคเซอร์เคิ้ลที่อากาศหนาวแบบสุดขั้วเพื่อไปเยี่ยมและร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสกับครอบครัวเพื่อนร่วมทริป ฉันอธิษฐานว่าถ้าฉันผ่านการทดสอบ 15 ชั่วโมงอันแสนเลวร้ายนี้ไปได้ขอให้ฉันได้เห็นแสงเหนือก่อนกลับ รถโค้ชในยุโรปนี่ยิ่งหนียิ่งเจอ นี่ขนาดพยายามจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าก่อนมาตั้งหลายเดือนยังมาจบที่ต้องนั่งรถอีกจนได้ ช่วงคริสต์มาสใครๆ เค้าก็อยากกลับบ้านไปหาครอบครัว คริสต์มาสฝรั่งก็ไม่ต่างกับสงกรานตร์บ้านเราต่างกันที่สวีเดนมีประชากรทั้งประเทศแค่ 8 ล้านคน น้อยกว่าคนในกรุงเทพฯเมืองเดียวเสียอีก การออกจากสต๊อกโฮล์มช่วงนี้แม้จะคึกคักแต่ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากไม่ต้องเจอปัญญารถติดที่ยาวเป็นหางว่าวตั้งแต่นครสวรรค์ถึงวิภาวดีแบบบ้านเรา

ก่อนหน้านี้ เพื่อนที่สต๊อกโฮล์มเคยบ่นอยู่เมืองหลวงแล้วอึดอัดอากาศที่สต๊อกโฮล์มไม่ค่อยบริสุทธิ์ ฉันถามเขาว่าเคยไปกรุงเทพฯไหม เขาถามฉันกลับว่าเธอเคยออกไปนอกสต๊อกโฮล์มไหมถ้าเธอออกไปนอกสต๊อกโฮล์มเธอจะรู้ว่าฉันไม่ได้พูดเกินจริง ฉันมาถึงโอเวอร์โทเนียร์ Övertorneå ด้วยสภาพที่แสนบอบช้ำ 15 ชั่วโมงบนรถทำร้ายฉันอย่างมาก เบาะเล็กมาก ปรับเอนได้ไม่กี่องศา สงสัยนักว่าฝรั่งตัวโตๆนั่งกันไปได้อย่างไร แถมมองไปทางไหนก็มีแต่หิมะกับต้นสนและความมืด ดีหน่อยก็คงจะเป็นบ้านน่ารักๆ สีสด ที่ฉันเห็นตอนสายๆกับอากาศที่ดีมากอย่างเหลือเชื่อ เพื่อนฉันไม่ได้พูดเกินจริงเรื่องอากาศ

วันแรกที่โอเวอร์โทเนียร์ แดดไม่มีอีกตามเคยแต่ท้องฟ้าที่นี่ก็สวยแปลกตาเป็นสีชมพูอมเทา โอเวอร์โทเนียร์ต้อนรับคนขี้หนาวแบบฉันอย่างอบอุ่น ด้วยหิมะหนาท่วมหลังคากับอุณหภูมิ -20 องศา พยากรณ์อากาศบอกว่าอุณหภูมิมีแนวโน้มที่จะลดลงต่ำได้ถึง -30 องศา… นี่ยังหนาวไม่พออีกเหรอเสื้อกันหนาวที่ใส่อยู่นี่กว่าจะถอดออกหมดเล่นเอาเหงื่อแตกอยู่นะ

ฉันเป็นคนไทย 1ใน 2 คนของเมืองจึงรู้สึกเหมือนเป็นฝรั่งที่หลงไปเดินเล่นในตลาดนัดที่อำนาจเจริญ คนมองกันทั้งเมืองงงว่าฉันมาทำอะไรที่นี่ เดือนนี้ยังไม่ใช่ฤดูเก็บลูกเบอร์รี่ป่า มาเร็วไปไหม แต่โชคดีที่เป็นช่วงวันหยุด คนจึงไม่ค่อยออกมานอกบ้าน ความรู้สึกเป็นตัวประหลาดจึงมีไม่มากนัก แถมพ่อกับแม่ของเพื่อนฉันยังใจดีพาฉันขับรถไปเที่ยวได้ทั่วทั้งเมือง ได้ขับรถข้ามแม่น้ำไปฝั่งประเทศฟินแลนด์ บางครั้งก็แวะไปเยี่ยมญาติดื่มกาแฟ กินขนม และเครื่องดื่มท้องถิ่นที่ชื่อ Glogg แก้หนาวที่แปลกแต่ก็อร่อยรสชาติเหมือนไวน์ผสมน้ำเชื่อมรสผลไม้

อากาศที่นี่หนาวขึ้นเรื่อยๆ พ่อบอกว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะยิ่งหนาวฟ้ายิ่งโปร่งและฉันจะมีโอากาสได้เห็นแสงเหนือ โอ๊ยตื่นเต้นอยากเห็นมาตั้งแต่วัยรุ่น แต่ชั่วโมงนี้ไม่ต้องรอถึงแสงเหนือฉันขอแค่แสงแดดก็พอ แดดที่นี่ไม่ช่วยให้อากาศอุ่นขึ้นเลย แถมมาเร็วไปเร็วมาก มาแค่ชั่วโมงเดียวแล้วก็ตกดินไปแต่สวยจับใจยากจะอธิบาย นอกจากภูเก็ตกับเกาะเต่าแล้วที่นี่สวยไม่แพ้กัน

เช้าวันคริสต์มาสอีฟอากาศหนาวมากถึงลบ30องศาฉันลองออกไปเดินเล่นริมทะเลสาปด้วยชุดกันหนาวที่แสนน่าเกลียด ฉันไม่ตายแต่ถ้าอยู่ต่อนานอีกหน่อยก็ไม่แน่ เพราะทั้งผมและขนตาฉันต่างกลายสภาพเป็นเกล็ดน้ำแข็งไปแล้ว คนแถวนี้คงชินเดินเล่นกันสบายเหมือนไม่รู้สึกหนาวอะไร

แม่เตรียมอาหารสำหรับวันนี้มาตลอดทั้งอาทิตย์ทำวันละนิดวันละหน่อย แล้วก็ใส่ตู้เย็นแช่ไว้พอถึงเวลาดินเนอร์ก็เอาออกมาอุ่นเรียงไว้เต็มโต๊ะ อาหารที่นี่พอกินได้ออกมันและเค็มไม่ได้หลากรสแบบอาหารบ้านเรา (คนไทยกินยากนะ) แต่แฮมคริต์มาสที่อบพร้อมไข่แดงและมัสตาร์ดก็ช่วยชีวิตฉันไว้ได้ น้องสาวในบ้านเตือนไว้ว่าแฮมก้อนนั้นเราจะต้องกินมันไปอีกหลายวันอย่าพึงชะล่าใจ

คืนนี้ฉันได้ของขวัญมากมาย ไม่เคยได้เยอะขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ถึงกระเป๋าจะน้ำหนักเกินแต่ยังไงก็ต้องขนกลับให้หมด ระหว่างที่เราต่างตื่นเต้นกับการแกะของขวัญ แล้วก็มีคนตะโกนขึ้นมาว่าแสงเหนือมาแล้ว ฉันกระโดดแล้ววิ่งออกไปนอกบ้าน แหงนหน้าดูท้องฟ้า แสงเหนือจริงๆด้วย โคตรสวยเลย สวยเกินบรรยายเหมือนเป็นทั้งคำอวยพรและคำสาป มันวิ่งไล่มาตั้งแต่ขอบเขาจางๆหายๆเดี๋ยวๆก็สว่างวาบ เดี๋ยวๆก็ไปโผล่อีกด้านของขอบฟ้าฉันหนาวหงึกๆ เพราะลืมเอาเสื้อกันหนาวออกมาด้วยจนสุดท้ายทนไม่ไหวต้องเดินเข้าไปเอาเสื้อมาใส่ แต่กลับมาอีกทีมันก็หายไปแล้ว โถ่ไปแล้วเหรอ…ฉันอดทนรอดูแสงเหนือก๊อกสองอยู่หลายนาทีแต่แสงเหนือก็ไม่มาสักทีจนกำลังจะถอดใจเดินเข้าบ้าน เท่านั้นแหละมันโผล่มาจากไหนไม่รู้จู่ๆก็มาส่างวาบอยู่เหนือหลังคาบ้าน ฉันช่างเป็นคนโชคดีแสงเหนือคืนนี้สว่างมาก แสงเหนือไม่ได้เกิดกันได้บ่อยๆช่วงเดือนธันวาคม เธอโชคดีมาก พ่อบอกก่อนเดินเข้าบ้านไป

ใช่แล้ว ฉันช่างเป็นคนโชคดีที่ได้เดินทางข้ามโลกมาพบเจอสิ่งที่ใฝ่ฝันอยากเห็น คริสต์มาสอีฟของฉันช่างสมบูรณ์แบบ ขอบคุณธรรมชาติขอบคุณโลกที่มอบสิ่งสวยงามไว้ให้เราได้ดูและขอบคุณเพื่อนร่วมทริปที่ตื้อจนฉันยอมมาเสี่ยงตายท้าความหนาวที่โอเวอร์โทเนียร์

IMG_3904

IMG_3931

IMG_4031

IMG_4072

IMG_4091

IMG_4121

IMG_4139

IMG_4175

IMG_4211

IMG_4311

IMG_4332

IMG_4365

IMG_4366

IMG_4378

IMG_4657

IMG_4666

IMG_4698

IMG_4721

IMG_5074

IMG_5244

IMG_5270

IMG_5287

 

 

 

 

Share
Random stories
4 Nov '15
“Walk on the Wide Side” Project VI by YELLOW FANG

Yellow Fang เป็นวงดนตรีสัญชาติไทย 3 ชิ้น หญิงล้วน ประกอบด้วย พิมพ์พร เมธชนัน ( แป๋ง ) กีต้าร์,ร้องนำ ปิยะมาศ หมื่นประเสริฐดี ( พิม ) เบส,คอรัส และแพรวา จิระประวิติ ณ อยุธยา ( แพรวา ) กลอง,คอรัส ซึ่งกำลังเป็นวงดนตรีที่น่าจับตามองและกลายเป็นวงที่นักฟังเพลงนอกกระแสในบ้านเราเฝ้าคอยติดตามผลงานมากที่สุดวงหนึ่ง Yellow Fangเป็นวงดนตรีที่มีเพลงจังหวะไม่เร็วไม่ช้า ชวนลุกและขยับตาม เป็นเพลงร็อคที่ฟังไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากนัก รวมถึงยังเป็นวงที่มีภาพอัตลักษณ์ชัดเจนตามแบบฉบับสาวเท่ 3 คนสามสไตล์ ที่ทำอะไรก็มักจะดูเท่ไปหมด ที่นอกเหนือจากความพิเศษที่พวกเธอทั้ง 3 คนทำไว้ในเพลงของตัวเองอย่างที่ยังไม่มีวงดนตรีหรือนักดนตรีเก่งๆอีกหลายคนไม่สามารถทำได้นั้น นั่นคือการสร้างบรรยากาศเฉพาะในแบบตนเองของพวกเธอบรรจุลงในผลงานภาพถ่ายหรือผลสร้างสรรค์แขนงอื่น จนใครหลายคนอาจจะคาดไม่ถึงและมักมองข้ามไปจนน่าประหลาดใจ ภาพถ่ายของวงYellow Fang เป็นผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยเฉพาะร่วมกันระหว่างสมาชิกในวงเอง รวมถึงสร้างขึ้นเฉพาะให้กับแบรนด์VICK’S กับครั้งที่ 6 ของ ” Walk on the Wide Side ” Project  VI ที่ครั้งนี้ทำให้เราได้รู้สึกถึงความอบอุ่น และเห็นเป็นภาพความสนุกสนาน ขี้เล่นเป็นกันเองระหว่างเพื่อนแบบที่เราไม่เคยเห็นภาพพวกเธอในมุมมองนี้มาก่อนมากนัก นอกเหนือไปจากผลงานเพลงและภาพพวกเธอยืนอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต ดังนั้นผลงานภาพถ่ายของYellow Fangในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการถ่ายภาพเพื่อบันทึกความทรงจำแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นภาพที่เปิดให้เราได้สัมผัสมุมมองใหม่จากพวกเธอที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและอ่อนโยนจากเพื่อนไปสู่เพื่อนในเวลาเดียวกันอีกด้วย

2 May '17
Towards the summit of Doi Luang Chiang Dao By Nina Lerdhirunvanich

Towards the summit of Doi Luang Chiang Dao  : ถ้ำ-สันป่า-ยอดดอย เราชอบภูเขามากกว่าทะเล ข้อสรุปนี้ได้มาจากการไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ Yosemite เมื่อสามปีที่แล้ว จากแคลิฟอร์เนียสู่ลาดักห์ เราถูกดึงดูดด้วยความสูงของผาชันเสมอ ดอยหลวงเชียงดาวเป็นดอยที่สูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย ภาพแรกที่เราเห็นเชียงดาวคือภูเขาที่แยกตัวออกมาอย่างโดดเด่นจากทิวเขาอื่นๆ เราไม่ค่อยเห็นภูเขาลักษณะนี้เท่าไรในไทย พอมีโอกาส ถึงจะโดนขู่ว่าลำบาก ไม่ได้อาบน้ำ แต่เราก็ดื้อดึงจะไปดอยหลวงเชียงดาวให้ได้ ขอบคุณพี่สาวผู้แข็งแกร่งทั้ง 4 คนที่ยอมไปกับเรา การเดินทางเริ่มต้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ ถ้ำเชียงดาว สันป่าเกี๊ยะ และจบที่ดอยหลวง ที่แรกที่ไปคือถ้ำเชียงดาว จากที่เคยเห็นถ้ำมาหลายที่ในเมืองไทย ส่วนใหญ่ต้องมีประวัติเกี่ยวกับพระ เป็นที่อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จึงไม่แปลกใจที่ถ้ำนี้จะมีเหมือนกัน สเปสของถ้ำมันเอื้อต่อการสร้างความศรัทธาหรือบรรยากาศลึกลับพิศวงเหมือนกับในโบสถ์ ยิ่งเดินลึกขึ้นก็ยิ่งเห็นโครงสร้างของถ้ำสลัวๆใต้เงาตะเกียงน้ำมัน บางจุดก็กว้างหรือสูงเกินแสงส่องถึง อากาศน้อยและร้อน แต่เสน่ห์ของมันคือการเดินเงียบๆแล้วคอยฟังเสียงในถ้ำนี่แหละ มันแทบจะไม่มีเสียงอะไรเลยนอกจากน้ำหยดจากหินย้อย ความเงียบในถ้ำน่ากลัวนิดหน่อย พอพ้นแสงตะเกียงไปก็มืดชนิดที่ว่าเดินแทบไม่ได้ แต่เราว่ามันได้บรรยากาศดี เรานั่งท้ายกระบะขึ้นไปที่สันป่าเกี๊ยะ อากาศสดชื่นมาก รู้สึกได้เลยว่ามันเย็นจนชุ่มปอด เข้าใจละว่ามีต้นไม้คือเครื่องฟอกอากาศธรรมชาติจริงๆ ถึงจะมีแดดแต่ก็ไม่ร้อน พอเข้าร่มไม้ก็หนาวเกินไปด้วยบางที สถานีสันป่าเกี๊ยะเป็นจุดชมวิวเชียงดาวที่เห็นชัดที่สุด และสวยที่สุดสำหรับเรา ไม่ลังเลเลยตอนเลือกมาที่นี่แทนที่จะไปจุดอื่น […]