The most time in Stockholm by Supachai Pechry

เมื่อมนุษย์เขตร้อนอย่างฉันหลวมตัวตอบตกลงไปเที่ยวสวีเดนในเดือนธันวาฯ ช่วงคริสต์มาส ฉันก็ได้แต่ถามตัวเองว่าจะไหวเหรอ เสื้อผ้าหนาๆอุ่นก็ไม่มี ไขมันรอบพุงก็ไม่เคยสะสม จะหนาวตายกลายเป็นศพแช่แข็งถูกส่งกลับประเทศไหม แต่เพื่อให้ได้เห็นแสงเหนือสิ่งที่อยากเห็นก่อนตาย จะหนาวแค่ไหนก็จะสู้แถมต่อไปจะได้มีเรื่องไว้คุยอวดคนอื่นเค้าได้ว่าหนาวแค่นั้นน่ะไม่เท่าไหร่หรอก ฉันเคยเจอมาหนาวกว่านี้อีก แต่อากาศหนาว -30 นี่มันหนาวขนาดไหนนึกไม่ออกจริงๆ แม้แต่ชาวสวีเดนเองก็ใบ้กินบอกได้แค่ว่าหนาวมาก ถามใครใครก็นึกไม่ออก มีแต่จะบอกว่าคนไทยอย่างฉันคงหนาวตายตั้งแต่ -10 แล้วล่ะ

ฉันไปยุโรปมาก็หลายครั้งแล้ว แต่ก็มักจะหาเรื่องไปเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือไม่ก็ฤดูร้อน เมืองก็สวยผู้คนก็อารมณ์ดี อากาศแจ่มใส ฉันชอบเดินทางแบบสบายตัวไม่ต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆหลายชั้นกระเป๋าก็เบาแถมมีน้ำหนักเหลือให้พอซื้อของกลับมาได้อีก แต่ทริปที่ไปสวีเดนคราวนี้นี่สิฉันต้องเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าตั้งหลายตัวทั้งๆที่เตรียมไปเผื่อหนาวเต็มที่แต่ทำไงได้ขนกระเป๋าไปได้แค่ 20 กิโลกรัม ถ้าไปถึงแล้วดูท่าจะไม่รอดจริงๆ ค่อยไปหาซื้อเอาใหม่ข้างหน้า ไม่กี่วันก่อนเดินทางเพื่อนๆที่สวีเดนต่างบ่นกันถึงอากาศที่เลวร้ายของสต๊อกโฮล์ม ทั้งอากาศที่หนาวติดลบ ฝนตกทั้งอาทิตย์ แดดก็ไม่มี ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันมานานหลายเดือน ฉันยอมรับว่ากำลังใจฝ่อไปเยอะเหมือนกันแดดเป็นเหมือนพลังงานชีวิตของฉันนี่ถ้าไปแล้วไม่เจอแดดเลยจะทำยังไงไม่เหงาตายเหรอ แต่จะให้กลับใจทิ้งตั๋วก็ไม่ทันแล้ว กว่าจะได้วีซ่ามานี่ไม่ง่ายนะ คนทำอาชีพฟรีแลนซ์อย่างฉัน ขอวีซ่าแต่ละทีเอกสารหนาเหมือนทำวิทยานิพนธ์

ฉันใช้เวลา 13 ชั่วโมง ที่แสนอึดอัดบนเครื่องบินชั้นประหยัด เพื่อมาถึงสต๊อกโฮล์ม อากาศหนาวน้อยกว่าที่คาดเพราะหิมะตกไปตั้งแต่คืนก่อนหน้าแล้ว โชคดีที่โรงแรมเราอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟเท่าไหร่ จึงไม่ต้องเดินไกล นี่ขนาดไม่ไกลแต่ฉันก็ลื่นไปหลายรอบ ก่อนหน้านี้ฉันบ่นเอาไว้มากว่าค่าโรงแรมแพงไปโรงแรมไม่เห็นต้องอยู่ใกล้ขนาดนี้ก็ได้ ไกลแค่ไหนก็เดินไหว อยากประหยัดเงิน แต่เชื่อเถอะถ้าไปเที่ยวที่ไหนที่อากาศหนาวๆการได้ถึงที่พักอุ่นๆแบบทันใจโดยเฉพาะในคืนแรกถึงจ่ายแพงอีกหน่อยก็คุ้มกว่าเยอะ

ฉันอยู่สต๊อกโฮล์ม 5 วัน ไม่ได้วางแผนการท่องเที่ยวอะไรเลย เพื่อนถามว่าอยากดูอะไรก็ตอบไม่ได้ ฉันไม่ใช่พวกชอบปักหมุดตามสถานที่สำคัญ ฉันแค่อยากมาเห็นอะไรที่แตกต่าง มาเดินเล่นตามถนนที่ไม่คุ้นเคย ได้ลองกินอาหารแปลกลิ้น ได้เจอผู้คนใหม่ๆแม้จะสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็สนุกที่ได้ลองผิดลองถูกไปเรื่อย 5 วันแรกในสต๊อกโฮล์มจึงหมดไปกับการเดินหลง ข้อดีของการมาสล๊อกโฮมช่วงนี้ นอกจากจะได้เห็นการตกแต่งร้านบ้านเรือนและบรรยากาศการเฉลิมฉลองของช่วงคริสต์มาสแล้ว นักท่องเที่ยวจะน้อยมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวเอเชียอย่างฉัน และคนสวีเดนเองก็หนีหนาวไปอาบแดดที่ทะเลบ้านเรา ก็อากาศมันหนาวแถมมีวันหยุดยาวๆอีกเป็นใคร ใครก็ไปทะเล ว่าแต่ฉันมาทำอะไรที่นี่

พระอาทิตย์ที่นี่ขึ้นตอน 10 โมง ตกตอนบ่าย 2 และไม่เคยขึ้นมาถึงกลางหัว อย่างมากก็แค่เคลื่อนจากขอบฟ้าด้านซ้ายไปด้านขวาแล้วก็ตก เวลาการเดินเที่ยวช่วงกลางวันของฉันจึงสั้นมาก ต้องวางแผนดีๆโดยเฉพาะคนที่ชอบถ่ายรูป กินข้าวเที่ยงแล้วรู้สึกเหมือนกินข้าวเย็น หกโมงเย็นก็ง่วงนอน เป็นอย่างนี้อยู่หลายวัน นาฬิกาชีวิตสับสนไปหมดนี่ยังไม่รวมอาการเจทแลคที่ตามมาเล่นงานอีกสองวันให้หลัง

เวลาในสต๊อกโฮล์มแม้จะดูสับสนแต่ก็ผ่านไปเร็วมาก เมืองมีอะไรให้ดูเต็มไปหมดฉันชอบไปเดินเล่นที่เขตเมืองเก่าที่มักจะมีร้านน่ารักๆ ไว้ให้ได้ดื่มกาแฟคลายหนาว แต่ละวันดื่มไปหลายแก้วแวะไปหลายร้านตุนคาเฟอีนเอาไว้สู้กับอาการง่วงนอนที่ยังปรับตัวไม่ทันกับเวลาและแสงที่เปลี่ยนไป ส่วนเขตเมืองใหม่ก็เดินสนุกไม่แพ้กันแต่บรรยากาศจะเน้นไปทางสไตล์มินิมอลตามแบบฉบับคนสแกนดิเนเวียร์เสียมากกว่า คนแม็กซิมั่มอย่างฉันเจอความกุ๊กกิ๊กน้อยแต่มากเข้าไปก็ยังต้องหลงรัก ที่สต๊อกโฮล์มมีวิธีการเดินทางหลากหลายมาก ทั้งรถไฟ จักรยาน แท๊กซี่ และเรือเฟอร์รี่ แท๊กซี่ที่นี่แพงมากแต่ถ้ารถไม่ติด ไปกันหลายๆคนก็คุ้มโดยเฉพาะเวลากลับบ้านหลังเวลารถไฟปิด ส่วนเฟอร์รี่ก็ช่วยประหยัดเวลาได้มากทีเดียว เพราะสต๊อกโฮล์มมีเกาะเยอะบางครั้งแค่นั่งเฟอร์รี่ข้ามฟากเราก็ตัดมาถึงอีกถนนที่ใช้เวลามากกว่าถ้าเดินทางด้วยวิธีอื่น แถมวิวสวยอีกต่างหาก อาจจะลำบากหน่อยตรงที่อากาศมันหนาวกว่ากับรอเรือนานหน่อยเท่านั้นเอง

วันที่ 22 ธันวาคม สองวันก่อนคริสต์มาสอีฟฉันต้องนั่งรถโค้ช 15 ชั่วโมง ขึ้นเหนือไปแถบอาร์คติคเซอร์เคิ้ลที่อากาศหนาวแบบสุดขั้วเพื่อไปเยี่ยมและร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสกับครอบครัวเพื่อนร่วมทริป ฉันอธิษฐานว่าถ้าฉันผ่านการทดสอบ 15 ชั่วโมงอันแสนเลวร้ายนี้ไปได้ขอให้ฉันได้เห็นแสงเหนือก่อนกลับ รถโค้ชในยุโรปนี่ยิ่งหนียิ่งเจอ นี่ขนาดพยายามจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าก่อนมาตั้งหลายเดือนยังมาจบที่ต้องนั่งรถอีกจนได้ ช่วงคริสต์มาสใครๆ เค้าก็อยากกลับบ้านไปหาครอบครัว คริสต์มาสฝรั่งก็ไม่ต่างกับสงกรานตร์บ้านเราต่างกันที่สวีเดนมีประชากรทั้งประเทศแค่ 8 ล้านคน น้อยกว่าคนในกรุงเทพฯเมืองเดียวเสียอีก การออกจากสต๊อกโฮล์มช่วงนี้แม้จะคึกคักแต่ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากไม่ต้องเจอปัญญารถติดที่ยาวเป็นหางว่าวตั้งแต่นครสวรรค์ถึงวิภาวดีแบบบ้านเรา

ก่อนหน้านี้ เพื่อนที่สต๊อกโฮล์มเคยบ่นอยู่เมืองหลวงแล้วอึดอัดอากาศที่สต๊อกโฮล์มไม่ค่อยบริสุทธิ์ ฉันถามเขาว่าเคยไปกรุงเทพฯไหม เขาถามฉันกลับว่าเธอเคยออกไปนอกสต๊อกโฮล์มไหมถ้าเธอออกไปนอกสต๊อกโฮล์มเธอจะรู้ว่าฉันไม่ได้พูดเกินจริง ฉันมาถึงโอเวอร์โทเนียร์ Övertorneå ด้วยสภาพที่แสนบอบช้ำ 15 ชั่วโมงบนรถทำร้ายฉันอย่างมาก เบาะเล็กมาก ปรับเอนได้ไม่กี่องศา สงสัยนักว่าฝรั่งตัวโตๆนั่งกันไปได้อย่างไร แถมมองไปทางไหนก็มีแต่หิมะกับต้นสนและความมืด ดีหน่อยก็คงจะเป็นบ้านน่ารักๆ สีสด ที่ฉันเห็นตอนสายๆกับอากาศที่ดีมากอย่างเหลือเชื่อ เพื่อนฉันไม่ได้พูดเกินจริงเรื่องอากาศ

วันแรกที่โอเวอร์โทเนียร์ แดดไม่มีอีกตามเคยแต่ท้องฟ้าที่นี่ก็สวยแปลกตาเป็นสีชมพูอมเทา โอเวอร์โทเนียร์ต้อนรับคนขี้หนาวแบบฉันอย่างอบอุ่น ด้วยหิมะหนาท่วมหลังคากับอุณหภูมิ -20 องศา พยากรณ์อากาศบอกว่าอุณหภูมิมีแนวโน้มที่จะลดลงต่ำได้ถึง -30 องศา… นี่ยังหนาวไม่พออีกเหรอเสื้อกันหนาวที่ใส่อยู่นี่กว่าจะถอดออกหมดเล่นเอาเหงื่อแตกอยู่นะ

ฉันเป็นคนไทย 1ใน 2 คนของเมืองจึงรู้สึกเหมือนเป็นฝรั่งที่หลงไปเดินเล่นในตลาดนัดที่อำนาจเจริญ คนมองกันทั้งเมืองงงว่าฉันมาทำอะไรที่นี่ เดือนนี้ยังไม่ใช่ฤดูเก็บลูกเบอร์รี่ป่า มาเร็วไปไหม แต่โชคดีที่เป็นช่วงวันหยุด คนจึงไม่ค่อยออกมานอกบ้าน ความรู้สึกเป็นตัวประหลาดจึงมีไม่มากนัก แถมพ่อกับแม่ของเพื่อนฉันยังใจดีพาฉันขับรถไปเที่ยวได้ทั่วทั้งเมือง ได้ขับรถข้ามแม่น้ำไปฝั่งประเทศฟินแลนด์ บางครั้งก็แวะไปเยี่ยมญาติดื่มกาแฟ กินขนม และเครื่องดื่มท้องถิ่นที่ชื่อ Glogg แก้หนาวที่แปลกแต่ก็อร่อยรสชาติเหมือนไวน์ผสมน้ำเชื่อมรสผลไม้

อากาศที่นี่หนาวขึ้นเรื่อยๆ พ่อบอกว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะยิ่งหนาวฟ้ายิ่งโปร่งและฉันจะมีโอากาสได้เห็นแสงเหนือ โอ๊ยตื่นเต้นอยากเห็นมาตั้งแต่วัยรุ่น แต่ชั่วโมงนี้ไม่ต้องรอถึงแสงเหนือฉันขอแค่แสงแดดก็พอ แดดที่นี่ไม่ช่วยให้อากาศอุ่นขึ้นเลย แถมมาเร็วไปเร็วมาก มาแค่ชั่วโมงเดียวแล้วก็ตกดินไปแต่สวยจับใจยากจะอธิบาย นอกจากภูเก็ตกับเกาะเต่าแล้วที่นี่สวยไม่แพ้กัน

เช้าวันคริสต์มาสอีฟอากาศหนาวมากถึงลบ30องศาฉันลองออกไปเดินเล่นริมทะเลสาปด้วยชุดกันหนาวที่แสนน่าเกลียด ฉันไม่ตายแต่ถ้าอยู่ต่อนานอีกหน่อยก็ไม่แน่ เพราะทั้งผมและขนตาฉันต่างกลายสภาพเป็นเกล็ดน้ำแข็งไปแล้ว คนแถวนี้คงชินเดินเล่นกันสบายเหมือนไม่รู้สึกหนาวอะไร

แม่เตรียมอาหารสำหรับวันนี้มาตลอดทั้งอาทิตย์ทำวันละนิดวันละหน่อย แล้วก็ใส่ตู้เย็นแช่ไว้พอถึงเวลาดินเนอร์ก็เอาออกมาอุ่นเรียงไว้เต็มโต๊ะ อาหารที่นี่พอกินได้ออกมันและเค็มไม่ได้หลากรสแบบอาหารบ้านเรา (คนไทยกินยากนะ) แต่แฮมคริต์มาสที่อบพร้อมไข่แดงและมัสตาร์ดก็ช่วยชีวิตฉันไว้ได้ น้องสาวในบ้านเตือนไว้ว่าแฮมก้อนนั้นเราจะต้องกินมันไปอีกหลายวันอย่าพึงชะล่าใจ

คืนนี้ฉันได้ของขวัญมากมาย ไม่เคยได้เยอะขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ถึงกระเป๋าจะน้ำหนักเกินแต่ยังไงก็ต้องขนกลับให้หมด ระหว่างที่เราต่างตื่นเต้นกับการแกะของขวัญ แล้วก็มีคนตะโกนขึ้นมาว่าแสงเหนือมาแล้ว ฉันกระโดดแล้ววิ่งออกไปนอกบ้าน แหงนหน้าดูท้องฟ้า แสงเหนือจริงๆด้วย โคตรสวยเลย สวยเกินบรรยายเหมือนเป็นทั้งคำอวยพรและคำสาป มันวิ่งไล่มาตั้งแต่ขอบเขาจางๆหายๆเดี๋ยวๆก็สว่างวาบ เดี๋ยวๆก็ไปโผล่อีกด้านของขอบฟ้าฉันหนาวหงึกๆ เพราะลืมเอาเสื้อกันหนาวออกมาด้วยจนสุดท้ายทนไม่ไหวต้องเดินเข้าไปเอาเสื้อมาใส่ แต่กลับมาอีกทีมันก็หายไปแล้ว โถ่ไปแล้วเหรอ…ฉันอดทนรอดูแสงเหนือก๊อกสองอยู่หลายนาทีแต่แสงเหนือก็ไม่มาสักทีจนกำลังจะถอดใจเดินเข้าบ้าน เท่านั้นแหละมันโผล่มาจากไหนไม่รู้จู่ๆก็มาส่างวาบอยู่เหนือหลังคาบ้าน ฉันช่างเป็นคนโชคดีแสงเหนือคืนนี้สว่างมาก แสงเหนือไม่ได้เกิดกันได้บ่อยๆช่วงเดือนธันวาคม เธอโชคดีมาก พ่อบอกก่อนเดินเข้าบ้านไป

ใช่แล้ว ฉันช่างเป็นคนโชคดีที่ได้เดินทางข้ามโลกมาพบเจอสิ่งที่ใฝ่ฝันอยากเห็น คริสต์มาสอีฟของฉันช่างสมบูรณ์แบบ ขอบคุณธรรมชาติขอบคุณโลกที่มอบสิ่งสวยงามไว้ให้เราได้ดูและขอบคุณเพื่อนร่วมทริปที่ตื้อจนฉันยอมมาเสี่ยงตายท้าความหนาวที่โอเวอร์โทเนียร์

IMG_3904

IMG_3931

IMG_4031

IMG_4072

IMG_4091

IMG_4121

IMG_4139

IMG_4175

IMG_4211

IMG_4311

IMG_4332

IMG_4365

IMG_4366

IMG_4378

IMG_4657

IMG_4666

IMG_4698

IMG_4721

IMG_5074

IMG_5244

IMG_5270

IMG_5287

 

 

 

 

Share
Random stories
27 Jul '15
Kombucha – Pure Luck Bangkok

A delicious fizzy health drink ใครจะรู้ Kombucha – Pure Luck Bangkok ณ ตึกเก่ากว่า 100 ปี แถวย่านหัวลำโพง ที่ภายนอกดูเหมือนที่พักอาศัยธรรมดา จะถูกรีโนเวทภายในให้กลายเป็น concept space โดยมีจุดเริ่มต้นจากการผลิตชา Kombucha ภายใต้แบรนด์ Pure Luck ซึ่งขยะและของเสียจากการผลิตนั้นก่อให้เกิดการต่อยอดทำสวนผักออร์แกนิคดาดฟ้า และผลผลิตก็ใช้ในการทำอาหารภายในบ้านต่อไป ดูเหมือนว่า Kombucha tea จะเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งหมด แล้วมันคืออะไรกันแน่ ? จากการบอกเล่าของติ๊บ ฉัตรทิพย์ พึ่งธรรม เจ้าของไอเดียและสถานที่แห่งนี้ ก็ทำให้รู้ว่า Kombucha เป็นชาหมักที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ซึ่งจากกระบวนการผลิตก่อให้เกิดสารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้ง antioxidants, flavonoids , polyphenols, probiotics รวมไปถึงแร่ธาตุและวิตามินที่มาจากใบชา ซึ่งติ๊บให้ความพิถีพิถันและใส่ใจในวัตถุดิบทุกขั้นตอนจริงๆ ” เราให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกใบชา ที่เลือกใช้แต่ชาออร์แกนิคจากหลากหลายแหล่งผลิตทั่วโลก แล้วนำมาต้มกับน้ำแร่ เติมน้ำตาลออร์แกนิคในระหว่างต้ม จากนั้นทิ้งให้เย็นตามอุณหภูมิห้อง […]

26 Oct '16
“ STOP DREAMING START LIVING ” – the secret life of walter mitty by Eve Marisa

ถ้าพูดถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทาง คงต้องย้อนกลับไปไกลหน่อย เราได้ยินชื่อ ‘ไอซ์แลนด์’ มานานมาก ตั้งแต่สมัยยังเด็ก ในความคิดตอนนั้น มันคงเป็นเมืองแห่งน้ำแข็งแน่ๆ อาจเพราะมันดูไกลตัวเรามาก ไกลจนเกินที่จะคิดว่าซักวันนึงเราจะไปยืนอยู่ตรงนั้นได้ ภาพไอซ์แลนด์ชัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อตอนที่เค้าโผล่มาให้เห็นในเรื่อง The Secret of Walter Mitty วิวที่คุณมิตตี้ ไถเสก็ตบอร์ดลงมาจากภูเขาสีเขียวลูกใหญ่ มันจุดประกายความอยากรู้จักไอซ์แลนด์ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราเริ่มเซฟเอาภาพไอซ์แลนด์มาเก็บไว้ และมันก็เริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเสียงจากเพื่อนสนิทก็พูดขึ้นมาว่า ‘ไปไอซ์แลนด์กัน !’ และเราก็ตอบตกลงไปโดยไม่ทันคิดอะไร ทั้งที่ไม่มีความพร้อมในทุกๆ ด้านเลย มันเหมือนกับถูกความฝันส่วนนึง พยายามดึงเราไป ให้ไปพบกับสถานที่ที่รอคอยเราอยู่ เราเริ่มพูดคุยกันเรื่องนี้มากขึ้น วางแผนเตรียมตัว จนถึงวันที่เราออกเดินทาง วินาทีแรกที่เท้าของเราก้าวออกจากตัวเครื่อง ลมแรงและเม็ดฝนก็ผ่านเข้ามาปะทะที่ตัวอย่างจัง เสมือนกับเป็นคำทักทายคำแรก จากคุณไอซแลนด์ เราไม่เคยเดินทางไกลและนานขนาดนี้ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าอีกครั้งนึงเลยแหละ เคยคิดมาตลอดว่าการเที่ยวที่สนุก คือการรู้แพลนและเตรียมทุกอย่างไว้แน่นอน แต่พอเราได้มาสัมผัสกับอะไรที่เราเองก็ไม่สามารถควบคุมได้ เลยรู้ว่าการได้แก้ปัญหาไปเรื่อยๆก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างนึงเหมือนกัน การเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างดูดพลังของเราไปมาก มันไม่สบายและไม่ง่ายเลย กับการจะเข้าไปชื่นชมธรรมชาติแต่ละที่ พอกลับมา ก็ได้แต่คิดว่า เราตัวเล็กจริงๆ สำหรับโลกใบนี้ : ) Follow her on  : https://www.facebook.com/abovethemarss