Australia by Mint Yanin Sawartsoot

ออสเตรเลียกลายเป็นผู้ถูกเลือกเนื่องจากปีก่อนหน้านั้นพึ่งไปญี่ปุ่นมา ปีก่อนหน้านั้นอีกก็พึ่งไปอังกฤษกับที่บ้าน ประกอบกับประเทศนี้ไม่มีส่วนของภาษาที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง แถมมีทั้งเมืองมีทั้งธรรมชาติ อยู่ก็ไม่ไกลจากไทยมาก อะ รอไรล่ะคะ ไปสิ Route ของทริปนี้เริ่มที่ Sydney – Newcastle – Tasmania – Melbourne – Sydney – Bangkok รวมระยะเวลาทั้งหมดสองอาทิตย์กว่าๆ (บางคนคิดว่าลาออกจากงานไปแล้วก็มี ก็แหม วันหยุดยาวอะโน้ะ)

Sydney เป็นเมืองท่าที่บรรยากาศมีความเป็นเมืองท่องเที่ยว ศูนย์รวมต่างๆ คล้ายๆกรุงเทพเนี่ยแหละ จุดเด่นของ Sydney สำหรับเราน่าจะเป็น combination ของเมืองตามที่บรรยายไปข้างต้น มีห้าง มีโซนเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีความ Chill และโดดเด่นมากๆเรื่องชายหาดอย่างเช่น Bondi, Bronte, Coogee beach ช่วงที่ไปนั้นยังไม่หนาวเท่าไหร่ ก็ยังสามารถไปเดินเล่นที่หาดได้ สวย บรรยากาศดี นึกเสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้กะจะเล่นน้ำหรืออาบแดด

02-08

02-11

04-24

04-29

04-31

และต่อกันที่ Newcastle เมืองนี้พึ่งมางอกในทริปตอนไปถึง ด้วยความที่สมาชิกในทริปอยากไป Sand dune หรือเนินทรายกัน เป็นเมืองที่ไม่มีอะไรเท่าไหร่สำหรับเรา (แต่ถ่ายรูปมั้ย ถ่าย!) และมันใกล้ Sydney นิดเดียว ก็ไปกันโลด ค้าง Hostel ที่นั่นหนึ่งคืน แล้วเช้าวันต่อมาก็ซื้อทัวร์ไปเล่น sand boarding กันที่ Stockton sand dunes ลักษณะของมันก็คล้ายๆ skateboard เนี่ยแหละแต่เราต้องปีนขึ้นเนินทรายและทิ้งตัวเองด้วย sand board จากเนินทรายอันสูงและชันลงมา ตอนแรกนี่มีความกลัวเล็กน้อยเพราะมันสูงและชันนนนเหลืออออเกินนนนนนนนนน ตอนเดินขึ้นคือมีหอบ แต่ทรายมันนุ่มนิ่มมาก สนุกมาก เล่นยังไงก็ไม่เจ็บ ยกเว้นแต่จะไถหน้าลงมาอย่างแรกอะนะ

02-15

02-20

02-26

02-28

เราเดินทางไปกันต่อที่ Tasmania รัฐที่อยู่ทางใต้สุดของทวีป เริ่มกันที่ Hobart เมืองหลวงก่อน บรรยากาศก็เป็นกึ่งๆชนบทหน่อย เงียบๆ บ้านเมืองเป็นลักษณะคล้ายๆต่างจังหวัดของอังกฤษที่ติดทะเล มีร้านอาหารดังๆที่ไม่ควรพลาดอย่างเช่น Mures Upper Deck, Jackman & McRoss, Salamanca Market อ้อ ถ้าโชคดีไปช่วงนั้นอาจจะได้เจอ Southern Light ด้วยนะเออ (ซึ่งเราพลาดไปอย่างน่าเสียดายทั้งๆที่คืนนั้นก็ออกข้างนอกไปกินพิซซ่า แต่ทนหนาวไม่ไหว เปิด instagram มาอีกวันเจอคนอัพรูปแสงใต้ ร้องไห้ปะให้ทาย?)

highlight ของ Tasmania ในส่วนของธรรมชาติคงจะอยู่ที่ Wineglass Bay ที่ Fraycinet National Park ที่อยู่นอกเมือง Hobart ออกไป แนะนำว่าควรเช่ารถขับไป ระหว่างทางวิวสวยแบบต้องหยุดรถถ่ายรูปไปเรื่อยๆ กล้อง iPhone 5 ที่ใช้ตอนนั้นถ่ายยังสวยเลย พอใกล้ๆจะถึงมีร้าน homemade ice-cream ให้แวะกิน แถมตรง national park มีตัว Wallaby เต็มไปหมด ไม่กลัวคนด้วย selfie ได้เต็มที่ และบอกเลยว่าพอขึ้นไปแล้ว มันสวยจริงๆๆๆๆๆๆๆ!!!! คุ้มค่าความเหนื่อยขับรถ (ซึ่งนี่ไม่ได้ขับ) และเดินขึ้นไป ถ้าโชคดีฟ้าเปิดยิ่งสวย พวกเราเลือกที่จะค้างแถวๆนั้นต่ออีกคืน แถวBicheno (มี Blow hole ด้วย เจ๋งมาก)

01-16

01-18

03-14

01-05

01-06

01-07

01-08

01-09

Tourist attracttion อีกที่ที่ไม่ควรพลาดก็คือ Mount Wellington ยอดเขาที่สูงที่สุดของเมือง Hobart มองลงมาเห็นทุกสิ่งอย่างสวยงามมาก และหนาวมากๆๆๆๆๆๆ หนาวแบบคำหยาบ ด้วยความที่อีกนิดก็จะขั้วโลกใต้แล้วแถมยังสูง และเนื่องจากไม่ได้เตรียมใจมาเจอความหนาวแบบเลขตัวเดียวในทริปนี้ บอกเลยค่ะว่า มือแข็ง

01-24

01-31

03-31

03-07

03-16

สำหรับในส่วนความสวยงามแบบฝีมือมนุษย์ Hobart เราก็มีให้นะจ้ะ MONA (Museum of Old and New Art) ถือเป็นสิ่งที่ดีงามและไม่ควรพลาดสุดๆถ้าได้มาถึง Tasmania แล้ว สร้างโดยเศรษฐีคนนึงที่เอารายได้จากการเล่นพนันมาซื้องานศิลปะตั้งแต่สมัยเก่าไปจนถึงงาน contemporary art จากศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายๆคน เช่น Erwin Wurm ก็ถือว่าเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญอีกที่ของเมืองไป (เราเลือกที่จะนั่งเรือ ferry ข้ามไป เพื่อได้เห็นวิวทะเลไปในตัว)

03-23

03-18

03-21

เมืองสุดท้ายก่อนจะกลับไป Sydney จะเป็นเมืองไหนไปไม่ได้นอกจาก Melbourne ตัวเมืองเดินง่ายมากเนื่องจากมันถูกออกแบบมาblock คล้ายๆที่ New York. Melbourne เป็นเมืองเดินสะดวก ถ้าอยู่แค่ในเมืองก็เดินเอาก็ได้ไม่ต้องพึ่ง tram อะไรมาก ร้านอาหารอร่อย ร้านรวงคาเฟ่เยอะ เสื้อผ้า independent fashion, concept stores ย่านอินดี้ๆแบบ Fitzroy, homemade doughnuts ที่ตั้งใจไปกินมากๆ อย่าง Doughboys doughnuts และอีกเยอะแยะมากมาย highlight ของที่นี่ในส่วนของธรรมชาติจะเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจาก The Great Ocean Road อย่างไรก็ตามสำหรับทริปเรานั้นมันเป็น back-up program ที่โผล่มาแบบกะทันหัน จากที่ปกติชนเค้าจะใช้เวลา 2 วัน แต่เราไปกันแบบ day trip ทำได้แค่ครึ่งทางสำหรับ The Great Ocean Road เพราะฉะนั้น อย่าหวังว่าในโพสต์นี้จะไม่มีรูป The Twelve Apostles นะคะ เพราะอีนี่ไม่ไปถึงค่าและเพื่อความสะดวกสบายไปอีกขั้น สำหรับ Sydney และ Melbourne กรุณาโหลด App “Broadsheet” เข้าในมือถือของคุณ เป็นแอพที่อัพเดททุกอย่าง อาหาร แฟชั่น หนังสือ lifestyle, activities ในเมืองทั้งหลายทั้งแหล่ แล้วถ้าพร้อมแล้วก็บุคตั๋วเลยค่ะ รออะไร อย่าลืมเช็คอากาศแต่ละเมืองด้วยล่ะ ยิ่งลงล่างยิ่งหนาวเด้อ….

03-25

04-20

04-21

04-22

 

 

 

 

 

 

 

 

Share
Random stories
13 May '15
Walk on the wide side

Walk on the wide side project   “ทุกคนเป็นศิลปิน” (everyone is an artist) วลีประโยคเด็ดที่มีชื่อเสียงของโจเซฟ บอยส์ ( Joseph Beuys ) อาจารย์สอนศิลปะและศิลปินชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นคำที่เกิดขึ้นในระหว่างการบรรยายและเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานศิลปะของเขา จนกลายมาเป็นประเด็นการตั้งคำถามถกเถียงมากมายว่า ” ใครควรจะเป็นคนสร้างสรรค์งานศิลปะ? หรือศิลปะที่ดีควรมีหน้าที่อย่างไร? ” คำถามเหล่านี้อาจสามารถให้คำตอบได้แค่บางส่วน ส่วนคำตอบอีกบางส่วนก็เปิดโอกาสให้เรากลับมาคิดว่า ถ้าทุกคนเป็นศิลปินได้นั้นหมายถึงอะไร? ซึ่งในความเป็นจริงทุกคนไม่ได้เกิดมามีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ หรือมีการทักษะฝีมือเชิงช่างชั้นสูง บอยส์แค่อาจชี้ให้เห็นว่าเราไม่ควรมองว่าการสร้างสรรค์ศิลปะเป็นเรื่องศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง และเป็นเฉพาะอาชีพของศิลปินเท่านั้น  แต่ทุกคนสามารถทำงานสร้างสรรค์ได้ในศาสตร์หรือวิธีการที่ตนเองมีความถนัด VICK’S กับการเดินทางร่วมไปกับเพื่อนใหม่พร้อมแรงบันดาลใจในวันหยุดสุดพิเศษ ” Walk on the Wide Side ” โครงการพิเศษและความร่วมมือกัน ระหว่างแบรนด์VICK’Sกับบุคคลที่มีสาขาอาชีพอยู่ในขอบเขตของการทำงานสร้างสรรค์แขนงต่างๆ รวมไปถึงบุคคลที่มีความน่าสนใจและเป็นที่น่าติดตามอีกหลากหลายแขนงกับโครงการนี้ ” Walk on the Wide Side ” เป็นโครงการที่ให้ความสำคัญกับศิลปะและการสร้างสรรค์ทุกรูปแบบ  โครงการที่จะนำพาจินตนาการของเราไปสู่การค้นพบ แสวงหา และเข้าถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น รวมถึงเป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างมนุษย์กับมนุษย์, มนุษย์และสถานที่ , สถานที่และเวลาเข้าไว้ด้วยกันอีกด้วย และในโครงการพิเศษครั้งนี้ VICK’Sได้คัดสรรค์บุคคลที่น่าสนใจเข้ามาร่วมเล่าถึงประสบการณ์ อารมณ์ความรู้สึกของผู้สวมใส่VICK’S ในรูปแบบเฉพาะตัวของแต่ละท่านผ่านผลงานภาพถ่ายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งประกอบไปด้วย นฤเบศ วาดวารี(ศิลปิน/ช่างภาพ) ศุภชัย เพ็ชรี่( Visual Design )   สุขุม นาคประดิษฐ์( ศิลปิน ) สิริมา ไชยปรีชาวิทย์( ช่างภาพ )   Yellowfang( ศิลปิน ) และเอกกมล ธีปฏิกานนท์( […]

8 Dec '16
7 Steps to make Ceramic Brooch

STEP 1 : จัดเตรียมอุปกรณ์         อุปกรณ์ที่ใช้ในการขึ้นรูปดิน ซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน ได้แก่        ดินคอมพาวด์ (คือดินผสมสำเร็จรูป เป็นดินที่ผ่านกระบวนการบด และผสมให้เป็นดินที่เหมาะกับทำเซรามิก)        มีดคว้าน  ไม้ปั้นเซรามิก  ฟองน้ำเนื้อละเอียด และ ไม้กลิ้งดิน STEP 2 : นวดดิน      เรานวดดินเพื่อไม่ให้มีฟองอากาศอยู่ในดิน เพราะหากเกิดฟองอากาศในดินอาจจะทำ ให้เกิดการแตกระหว่างการเผาชิ้นงานเซรามิก โดยวิธีการนวดดินก็มีหลายหลายวิธีด้วยกัน STEP 3 :ขึ้นรูป   เทคนิกการขึ้นรูปเซรามิก มีหลายวิธีด้วยกัน แต่ครั้งนี้เราจะขึ้นรูปโดยวิธีการกลิ้งดินให้เป็นแผ่น (Slab) โดยเมื่อเราเสร็จขึ้นตอนการนวดไล่ฟองอากาศในดินเรียบร้อยแล้ว ตบดินให้เป็นลักษณะแบน ต่อจากนั้นใช้ไม้กลิ้งดินกดลงน้ำหนักจากตรงกลาง ไล่ไปขอบด้านบน ด้านล่าง ซ้าย และขวา โดยน้ำหนักการรีดต้องเสมอกันและต้องเริ่มจากตรงกลางเสมอ เพื่อให้มีความหนาขนาดเท่ากันทั่วทั้งแผ่น   STEP 4 : สร้างฟอร์ม   […]