Annapurna Base Camp by Sicha Jirojchanintorn

“เวลาที่เราเดินก้าวไปข้างหน้า โดยที่ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง ต้องเจอกับอะไรบ้าง ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ เรารู้สึกว่าเราชอบการเดินทางแบบนี้แล้วหล่ะ”

นี่คือการเดิน trekking แบบจริงจังครั้งแรก ไม่ใช่การเดินขึ้นดอยขึ้นภูเหมือนที่เคย แต่เราต้องใช้เวลาเป็น 10 วัน ในการอยู่ที่นี่ เห้ย!!!จะไหวหรอหวะ??? มีคำนี้อยู่ในหัวตลอดเวลา แต่ด้วยความที่อินในหนังเรื่อง Everest การได้เจอหิมะ และวิวสวยๆของเทือกเขาหิมาลัย ต้องเป็นอะไรที่ดีมากแน่ๆ เอาหวะลองสักครั้งในชีวิต!!!
เดินได้ก็เดินเดินไม่ได้ก็ลงฮอลไป…..

Annapurna Basecamp มีความสูงอยู่ที่ 4130 M.
ช่วงนี้การเดินtrekking เส้นนี้เป็นที่นิยมมากกกสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติตามเส้นทางจะเปลี่ยนแปลงไปตามความสูงในแต่ละช่วง ตั้งแต่แดดแรงมาก บันไดหลายพันขั้น ฝนตก ลูกเห็บ
เส้นป่าดิบชิ้น จนไปถึงการเดินฝ่าหิมะที่ตกอย่างหนัก อากาศที่เบาบางลง ออกซิเจนที่น้อยลง ทำให้หายใจลำบากและเคลื่อนไหวช้าลงมาก ตอนเดินขึ้นคือเหนื่อยมากแล้ว แต่ตอนลงก็ไม่ได้จะสบายเลย จริงๆเราว่าการเดิน trekking ไม่จำเป็นต้องแข่งกับใคร ค่อยๆเดิน เดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก ถ่ายรูปบ้าง กินขนมบ้าง นั่งมองวิวข้างทางไป เดินช้าเดินเร็วก็ถึงเหมือนกัน เอาที่พอดีกับร่างกายเรารับไหวดีกว่า วิวที่ได้เห็นเรื่อยๆระหว่างทางจะทำให้เรามีแรงเดินต่อไปเอง

ใช่เป้าหมายเราคือ Annapurna Basecamp แต่เรื่องราวระหว่างทางมันก็สวยงามไม่แพ้ปลายทางเช่นกัน ความรู้สึกในช่วงเวลาที่เราเดิน มันเป็นความรู้สึกที่อยู่กับตัวเองมาก ไม่คิดอะไรเลย ปล่อยสมองโล่ง สังเกตดูสิ่งต่างๆรอบตัว การได้เจอธรรมชาติและอากาศที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านที่เราผ่านมา การทักทายกันด้วยคำว่า “Namaste” ของนัก trekking หลากหลายชาติ และชาว Nepali ที่เดินสวนกันตลอดเส้นทาง มิตรภาพจากเพื่อนใหม่ Guide และ Porters ตลอดจนถึงABC ที่มีแต่คำพูดที่ว่า โอ้โหสวยมาก สวยจัง โคตรสวยเลย คุ้มมาก ออกมารัวๆ เราว่าทุกอย่างมันมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง ถามว่าเหนื่อยรึเปล่า ก็เหนื่อยนะ แต่ไม่มีวันไหนที่เรารู้สึกเบื่อและไม่อยากเดินไปต่อแล้วเลย……

13116296_10153844074874024_1238189179148553959_o

13217072_10153844129839024_4109462275207736403_o

13217519_10153844134599024_2752820815635760526_o

13220534_10153844136454024_27683493237916065_o

13227282_10153844140654024_8310587516486017941_o

13227522_10153844200309024_4031725118480683219_o

13235089_10153844130904024_3443077690930496489_o

13235162_10153844073474024_2837970866479344876_o13235335_10153844076534024_6637922118976935826_o

13243848_10153844137829024_3947582157765133189_o

13244038_10153844141499024_8412653742925440463_o

13248510_10153844104234024_2610673444009323707_o

13268008_10153844072534024_8860241166398079989_o

13268093_10153844138299024_3081704127154286639_o13268403_10153844135039024_7966790286994538229_o

13268587_10153844140929024_8623419517996786650_o

 

Share
Random stories
20 Jun '17
SOMETHING / ANYTHING ?

An e’clectic mix of VICK’S. captured by the lens of Naruebes Vadvaree    

7 Oct '15
“ Save Place To The Future ” ( Leh – Ladakh ) By Sukhum Nakpradith

“ ปรากฏการณ์มักเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง เวลาและประสบการณ์ก็มักจะเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ” กว่า 14 วันกับการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของภูเขาหิมาลัย พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ ความเชื่อและวัฒนธรรม รวมไปถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่ก็ค่อยๆปรับเปลี่ยนไปตามพื้นที่แบบต่างๆ (เมืองๆหนึ่งในโลกที่มีเทือกเขาAlp สุดสวยของสวิสเซอร์แลนด์ มารวมกับเส้นทางเดินเทรคกิ้งของ Patagoniaประเทศอาร์เจนติน่า  บวกกับวัฒนธรรมความน่ารักของผู้คนและวัดวาอารามของทิเบต สัตว์ป่า Snow Leopard Golden Eagle ความสมบูรณ์ทางธรรมชาติของป่าอเมซอน และแถมถนนสวยๆยาวๆกลางทะเลทราย แบบ Death Valley ของรัฐเนวาดาในอเมริกา) ” อะไรคือ Leh-Ladakh ” มันอยู่ส่วนไหนของโลก ?